อีธาน โฟรม
อีดิท วอร์ตัน


บทนำ

ข้าพเจ้าได้ทราบเรื่องราวจากผู้คนหลายคนมาทีละเล็กละน้อย และแต่ละคราวเรื่องที่ได้ฟังผิดแผกไปเป็นคนละเรื่อง อันเป็นปกติวิสัยของกรณีเช่นนี้ หากท่านรู้จักเมืองสตาร์กฟีลด์ มลรัฐแมสซาชูเสตส์ ท่านย่อมจะรู้จักที่ทำการไปรษณีย์ประจำเมือง หากท่านรู้จักที่ทำการไปรษณีย์ แน่นอนว่าท่านต้องเคยเห็นภาพอีธาน โฟรมขับเลื่อนเทียมม้ามาจอดข้างหน้าที่ทำการ วางสายบังเหียนลงกับหลังแอ่นของม้าสีส้มอมแดง เดินลากขาข้ามอิฐปูทางเท้าไปยังระเบียงสีขาว แล้วท่านจะต้องถามว่าเขาเป็นใครกันหนอ
    ที่นี่เองที่ข้าพเจ้าได้เห็นเขาเป็นครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อน ภาพที่เห็นสะดุดตาข้าพเจ้ามาก แม้กระทั่งในตอนนั้น รูปร่างของเขาก็ยังเป็นที่ดึงดูดความสนใจที่สุดในเมืองสตาร์กฟีลด์ แม้นว่าเขาจะเป็นเพียงซากเดินได้ของชายคนหนึ่งก็ตามที ไม่ใช่เพราะความสูงผิดจากคนอื่นๆ ที่ทำให้เขาโดดเด่น เนื่องจาก ‘คนพื้นเมือง’ แถบนี้มีลักษณะผอมสูงเป็นที่สังเกตได้ง่าย ต่างจากคนต่างถิ่นที่มักจะรูปร่างหนากำยำกว่าอยู่แล้ว หากเป็นด้วยท่าทางมีอำนาจแบบไม่แยแสสิ่งใด ทั้งที่เป็นคนพิการ เดินแต่ละก้าวต้องกระชากลากขาราวกับโซ่กระตุก ใบหน้าเขามีแววเศร้าสร้อยและเฉยเมยอย่างไม่มีทางเข้าถึง มิหนำซ้ำยังมีท่าทีแข็งกร้าวและผมเผ้าก็เป็นสีดอกเลา จนข้าพเจ้านึกว่าเขาแก่ชราแล้ว และต้องประหลาดใจเมื่อได้ทราบว่าเขาอายุไม่เกินห้าสิบสอง ข้าพเจ้าทราบข้อนี้มาจากฮาร์มอน โกว์ นักขับเลื่อนม้าจากเบ็ตต์สบริดจ์ถึงสตาร์กฟีลด์สมัยที่ยังไม่มีรถโยก ผู้รู้เหตุการณ์ความเป็นมาของครอบครัวทุกๆ ครอบครัวในเส้นทางที่ผ่าน
    “หน้าตาเขาเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ชนยับคราวนั้น กุมภาพันธ์นี้ก็จะยี่สิบสี่ปีแล้ว” ฮาร์มอนเอ่ยขึ้นตอนหนึ่งหลังจากหยุดคิดทบทวนเหตุการณ์
    เท่าที่ฟังจากแหล่งข้อมูลคนเดียวกันนี้ ข้าพเจ้าเข้าใจว่า การ ‘ชนยับ’ คราวนั้น นอกจากจะสร้างรอยแผลเป็นสีแดงเป็นแนวยาวพาดอยู่บนหน้าผากของอีธาน โฟรมแล้ว ยังทำให้ลำตัวด้านขวาหดงอลง จนเห็นได้ชัดว่าเขาต้องออกแรงไม่น้อยกับแค่เดินไม่กี่ก้าวจากเลื่อนเล็กๆ เทียมม้าตัวเดียวไปยังช่องกระจกของที่ทำการไปรษณีย์ เขามักขับเลื่อนจากไร่มาที่นี่ในราวเที่ยงทุกวัน นั่นเป็นเวลาเดียวกับที่ข้าพเจ้ามารับจดหมาย ข้าพเจ้าจึงมักจะเดินสวนกับเขาที่หน้าระเบียง หรือยืนข้างๆ เขาระหว่างรอรับจดหมายที่ทยอยแจกจ่ายอยู่หลังช่องลูกกรง ข้าพเจ้าสังเกตว่า แม้เขาจะมาถึงตรงเวลาเสมอ กลับมีน้อยครั้งมากที่จะได้รับไปรษณีย์กลับไป จะมีก็แต่เพียงหนังสือพิมพ์ เบตต์สบริดจ์ อีเกิล ซึ่งเขาจับซุกใส่กระเป๋ากางเกงหลวมโพรกตัวนั้นโดยไม่ได้เหลือบตามองด้วยซ้ำ ทว่านานๆ ครั้ง นายไปรษณีย์จะยื่นซองเอกสารจ่าหน้าถึงนางซีโนเบีย หรือนางซีนา โฟรมส่งให้เขา เห็นที่อยู่ตรงมุมซ้ายบนของซองเด่นชัดว่าเป็นบริษัทผลิตยาจดทะเบียนและชื่อยาที่เขาสั่ง เอกสารเหล่านี้เพื่อนรอรับจดหมายของข้าพเจ้าคนนี้ก็จะซุกลงกระเป๋าโดยไม่เสียเวลามองเช่นกัน ราวกับเคยคุ้นเสียจนกระทั่งไม่สงสัยว่าเป็นอะไรหรือมีกี่ชิ้น จากนั้นก็พยักหน้าให้นายไปรษณีย์โดยไม่พูดจาอะไร ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
    ทุกผู้คนในเมืองสตาร์กฟีลด์รู้จักเขา และเอ่ยทักทายด้วยเพื่อช่วยผ่อนคลายความเครียดขึง ทว่าก็เคารพในทีท่าเงียบขรึมของเขา นานๆ ครั้งจริงๆ จึงจะมีผู้เฒ่าผู้แก่บางคนรั้งตัวเขาไว้พูดคุยด้วย ถ้าเป็นเช่นนั้น เขาก็จะนิ่งฟังเงียบๆ นัยน์ตาสีฟ้าจับจ้องใบหน้าผู้พูด และพูดตอบเสียงเบาจนข้าพเจ้าไม่เคยได้จับใจความได้ จากนั้นเขาจะปีนขึ้นเลื่อนด้วยอาการแข็งทื่อเก้ๆ กังๆ รวบสายบังเหียนไว้ในมือซ้าย แล้วขับจากไปช้าๆ ยังทิศทางอันเป็นที่ตั้งของบ้านไร่ของเขา
    “ชนยับเยินเลยรึ” ข้าพเจ้าถามฮาร์มอน ตาจับอยู่ที่ร่างโฟรมซึ่งเคลื่อนห่างไป พลางคิดว่าศีรษะสีน้ำตาลทรงเรียวกับพุ่มผมสีอ่อนของเขาเคยตั้งสง่างามเพียงใดบนบ่าแข็งแรงก่อนที่จะโค้งงอนั้นเสียรูปไปเช่นนี้
    “สุดๆ เชียวล่ะ” แหล่งข่าวข้าพเจ้ารับคำ “เจอเข้าแบบนี้น้อยคนนักที่จะรอดมาได้ แต่พวกโฟรมทุกคนทนทายาด อีธานคงอยู่จนยันร้อยปีโน่นแหละ”
    “อนิจจา” ข้าพเจ้าอุทานออกมา ตอนนี้อีธาน โฟรมปีนขึ้นนั่งได้แล้ว เขาเอี้ยวตัวไปตรวจความเรียบร้อยของกล่องไม้ซึ่งมีฉลากผู้ผลิตติดอยู่และวางไว้หลังรถม้า ข้าพเจ้าจึงได้เห็นใบหน้ายามที่เขาคิดว่าไม่มีใครมองอยู่ “ตาคนนี้น่ะเรอะจะอยู่ถึงร้อยปี ท่าทางหมอยังกะคนตายกำลังใช้กรรมในนรกงั้นแหละ”
    ฮาร์มอนล้วงแผ่นยาเส้นมาจากกระเป๋า ฉีกซองออก ควักใส่ปากจนกระพุ้งแก้มข้างหนึ่งกลายเป็นถุงหนังใส่ยาเส้น “สงสัยเขาจะอยู่สตาร์กฟีลด์มาหลายฤดูหนาวเกินไป คนฉลาดๆ ส่วนใหญ่เขาไม่อยู่กันแล้ว”
    “ทำไมเขาถึงอยู่ล่ะ”
    “ต้องมีคนอยู่ดูแลคนที่บ้านน่ะซี ไม่มีใครเหลืออีกแล้วนอกจากอีธาน ทีแรกก็พ่อ ต่อมาแม่ แล้วก็เมีย”
    “แล้วยังมาชนยับเยินนี่อีกสินะ”
    ฮาร์มอนหัวเราะเยาะหึ ๆ “นั่นแหละ อีทีนี้ก็ไปไหนไม่รอดแล้ว”
    “เข้าใจล่ะ หลังจากอุบัติเหตุนั่น คนอื่นก็ต้องดูแลเขาแทนงั้นหรือ”
    ฮาร์มอนใช้ลิ้นดันก้อนยาสูบไปยังแก้มอีกข้าง สีหน้าครุ่นคิด “ผมว่านะ ถึงอย่างนั้นหน้าที่ดูแลก็ยังตกอยู่กับอีธานอยู่ดี”
    ถึงแม้ฮาร์มอนจะเล่าเท่าที่ความทรงจำและมโนธรรมจะอำนวยให้ ข้าพเจ้าก็จับได้ว่ายังมีบางอย่างขาดหายไปในเรื่องที่เขาเล่า ข้าพเจ้าสังหรณ์ว่าเรื่องจริงๆ นั้นซ่อนอยู่ตรงที่ขาดหายไปนี่เอง แต่มีประโยคหนึ่งที่ประทับอยู่ในความทรงจำ มันเป็นเสมือนจุดสำคัญที่ช่วยให้ข้าพเจ้าปะติดปะต่อเรื่องราวได้ในเวลาต่อๆ มา นั่นคือ 'สงสัยเขาจะอยู่สตาร์กฟีลด์มาหลายฤดูหนาวเกินไป'
    ก่อนจะหมดเวลาที่ต้องประจำอยู่ที่นั่น ข้าพเจ้าจึงได้รู้ว่าคำพูดนั้นมีความหมายเช่นไร แม้ข้าพเจ้าจะได้พบเห็นการหมดยุคสมัยไปของรถโยก รถจักรยาน และการขนส่งในเขตชนบท เมื่อการสื่อสารระหว่างหมู่บ้านห่างไกลในหุบเขา กลายมาเป็นเรื่องง่าย เมืองใหญ่ในหุบเขา เช่นเบตต์สบริดจ์และชาดด์สฟอลล์มีห้องสมุด โรงละคร และหอประชุมของสมาคมวายเอ็มซีเอ ซึ่งเยาวชนแถบภูเขาสามารถเดินทางลงมาพักผ่อนหย่อนใจได้ ทว่าเมื่อฤดูหนาวปิดล้อมสตาร์กฟิลด์ และทั้งหมู่บ้านจมอยู่ใต้หิมะซึ่งโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้าสีซีดไม่ขาดสาย ข้าพเจ้าจึงเริ่มตระหนักว่าชีวิตที่นั่น หรือถ้าจะพูดให้ถูก ความยากลำบากในสมัยที่อีธาน โฟรมยังเป็นหนุ่มนั้นมีสภาพเช่นไร
    นายจ้างส่งข้าพเจ้ามาทำงานเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในชุมทางรถไฟคอร์บูรี การประท้วงหยุดงานที่ยืดเยื้อของช่างไม้ทำให้งานเสร็จช้ากว่ากำหนด และเกือบตลอดฤดูหนาวนั้นข้าพเจ้าต้องติดแหง็กอยู่ในสตาร์กฟิลด์ ชุมชนใกล้ที่สุดที่พอจะอยู่ได้ ตอนแรกข้าพเจ้าโกรธแทบคลั่ง ครั้นต่อมาจึงค่อยๆ หลงอยู่ในมนต์สะกดของกิจกรรมที่ซ้ำๆ กันทุกวัน และเริ่มปล่อยใจให้รื่นรมย์ระคนเหนื่อยหน่ายกับชีวิตได้ทีละน้อย ในช่วงแรกๆ ข้าพเจ้าแปลกใจกับความขัดแย้งระหว่างสภาพอากาศที่มีชีวิตชีวา กับความเฉยชาของคนที่นี่ แต่ละวันหลังจากหิมะเดือนธันวาคมหมดไปแล้ว ท้องฟ้าสีน้ำเงินกระจ่างจะสาดแสงสว่างและสายลมลงมาบนพื้นดินสีขาว ซึ่งสะท้อนแสงกลับไประยิบระยับจัดจ้า ใครๆ อาจนึกไปว่า สภาพอากาศดังว่านี้น่าจะช่วยกระตุ้นจิตใจและเลือดลมของผู้คนได้ ทว่าดูเหมือนมันจะไม่มีผลใดๆ นอกเสียจากยิ่งทำให้จังหวะการเคลื่อนไหวของชีวิตในสตาร์กฟิลด์เฉื่อยชาลงกว่าเดิม เมื่ออยู่ไปนานเข้า และได้เห็นช่วงเวลาที่หิมะใสกระจ่างราวคริสตัล ตามมาด้วยระยะเวลายาวนานของความหนาวเย็นที่มองไม่เห็นดวงอาทิตย์ เมื่อพายุเดือนกุมภาพันธ์ได้ก่อกระโจมหิมะสีขาวโพลนไปทั่วทั้งหมู่บ้านที่ยอมศิโรราบ และกระแสลมรุนแรงของเดือนมีนาคมกระหน่ำลงมา ข้าพเจ้าจึงเริ่มเข้าใจว่า เหตุใดสตาร์กฟิลด์จึงโงหัวขึ้นมาจากห้วงเวลาหกเดือนของการถูกยึดครอง ราวกับทหารประจำป้อมผู้หิวโหยยอมจำนนโดยปราศจากการรับประกันว่าจะรอดชีวิต เมื่อยี่สิบปีก่อน หนทางในการดิ้นรนขัดขืนย่อมมีน้อยกว่านี้หลายเท่า และศัตรูก็ล้อมทางเข้าออกแทบทุกด้านระหว่างแต่ละหมู่บ้านที่ถูกปิดล้อม เมื่อคำนึงถึงเรื่องเหล่านี้ ข้าพเจ้าจึงรู้สึกถึงแรงกดดันอันโหดเหี้ยมจากคำพูดของฮาร์มอนที่ว่า 'คนฉลาดๆ ส่วนใหญ่เขาไม่อยู่กันแล้ว' แต่หากเป็นเช่นนั้น อุปสรรคนานาประการดังว่าจะเหนี่ยวรั้งคนอย่างอีธาน โฟรมไม่ให้ผละหนีไปได้อย่างไร
    ระหว่างอยู่สตาร์กฟิลด์ ข้าพเจ้าเช่าห้องพักอยู่ในบ้านของแม่ม่ายวัยกลางคน ซึ่งผู้คนเรียกขานกันว่า คุณนายเน็ด เฮล บิดาของคุณนายเฮลเป็นทนายประจำหมู่บ้านของคนรุ่นก่อน และ ‘บ้านทนายวาร์นัม’ ซึ่งหญิงเจ้าบ้านของข้าพเจ้ายังคงอาศัยอยู่กับมารดาของหล่อนจนทุกวันนี้ ถือเป็นคฤหาสถ์ใหญ่โตที่สุดในหมู่บ้าน โดยตั้งอยู่ปลายสุดของถนนสายหลัก ระเบียงทางเข้าเป็นแบบโบราณมีเสากลม และหน้าต่างกรุกระจกช่องเล็กๆ มองออกไปยังถนนสายคดเคี้ยวระหว่างต้นสนสปรูซนอร์เวย์กับยอดโบสถ์ชุมชนสีขาว เห็นได้ชัดว่าความมั่งคั่งของตระกูลวาร์นัมตกอยู่ในช่วงขาลง ทว่าหญิงทั้งสองทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อรักษาศักดิ์ศรีไว้ และโดยเฉพาะคุณนายเฮลนั้น มีความเป็นผู้ดีตกยากไม่ต่างจากบ้านทรงโบราณสีซีดของหล่อน
    ใน ‘ห้องนั่งเล่นที่สบายที่สุด’ ซึ่งประดับประดาด้วยขนแผงคอม้าสีดำและไม้มะฮอกกานี พร้อมด้วยแสงสว่างรางๆ จากตะเกียงคาร์เซลตั้งโต๊ะที่ส่งเสียงคั่กๆ ทุกๆ เย็นข้าพเจ้าได้ฟังเรื่องราวของสตาร์กฟิลด์อย่างละเอียดทุกแง่มุม ไม่ใช่เพราะคุณนายเน็ด เฮลยกตนหรือรู้สึกว่าตนเองเหนือกว่าคนในหมู่บ้าน เพียงแต่บังเอิญว่าหล่อนเป็นคนละเอียดอ่อนและมีการศึกษามากกว่าคนอื่นอยู่บ้าง ทำให้หล่อนมีระยะห่างอันพอเหมาะระหว่างตนเองกับเพื่อนบ้าน จึงสามารถเอ่ยวิจารณ์ได้อย่างเป็นกลาง หล่อนมิได้ลังเลที่จะใช้ความสามารถในข้อนี้ และข้าพเจ้าหวังไว้มากว่าจะได้รับรู้ความจริงที่ขาดหายไปของอีธาน โฟรมจากหล่อน หรือไม่ก็ได้รู้แก่นแท้แห่งตัวตนของเขา เพื่อจะได้นำไปปะติดปะต่อกับเรื่องที่เคยรู้มาก่อนแล้ว สมองของคุณนายเฮลเป็นคลังเก็บเรื่องเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย และเพียงแค่ข้าพเจ้าเอ่ยถามถึงคนที่หล่อนรู้จัก ก็จะได้ฟังเรื่องราวของคนเหล่านั้นอย่างละเอียด ทว่าพอพูดถึงเรื่องอีธาน โฟรม หล่อนกลับสงวนถ้อยคำไปอย่างผิดความคาดหมาย ท่าทีของหล่อนไม่ได้บอกถึงความไม่พอใจ ข้าพเจ้ารู้สึกได้ว่าหล่อนเพียงแค่ลังเลที่จะพูดถึงเขาหรือชีวิตเขาเท่านั้น คำพูดเบาๆ ด้วยท่าทางเศร้าสร้อยว่า “ค่ะ ฉันรู้จักสองคนนี้ มันน่าเศร้าเหลือเกิน” ดูจะเป็นถ้อยคำมากที่สุดแล้วที่ยอมสนองความอยากรู้ของข้าพเจ้า
    อากัปกิริยาของคุณนายเฮลเปลี่ยนไปเด่นชัด จนข้าพเจ้าสงสัยว่าท่าทางสลดใจของหล่อนนั้นเป็นเพราะข้าพเจ้าเสียมารยาทไปหรือเปล่า ข้าพเจ้านำเรื่องนี้ไปปรึกษากับฮาร์มอน โกว์ ผู้รอบรู้ประจำหมู่บ้านของข้าพเจ้าอีกครั้ง ทว่าคำตอบที่ได้มาเป็นเพียงเสียงคำรามในคออันยากจะรู้ความหมาย
    “รูธ วาร์นัมเป็นคนขวัญอ่อนขี้กังวลมาแต่ไหนแต่ไร มิหนำซ้ำยังเป็นคนแรกที่ได้เห็นสองคนนั่นหลังจากถูกพามาจากที่เกิดเหตุ อยู่เลยบ้านทนายวาร์นัมไปนิดเดียวแหละ ตรงหัวโค้งถนนคอร์บูรี ช่วงนั้นรูธหมั้นอยู่กับเน็ด เฮลแล้ว พวกหนุ่มสาวแถบนี้เป็นเพื่อนกันหมด ผมว่าหล่อนคงทนไม่ไหวที่จะพูดถึงเรื่องนี้กระมัง ปัญหาของหล่อนเองก็มากมายพออยู่แล้ว”
    ชาวบ้านทุกหลังคาเรือนในสตาร์กฟิลด์ก็เช่นเดียวกับในหมู่บ้านอื่นๆ มักจะมีปัญหาของตัวมากจนค่อนข้างเฉยชาต่อปัญหาของเพื่อนบ้าน และถึงแม้ทุกคนจะยอมรับว่าปัญหาของอีธาน โฟรมไม่อยู่ในข่ายธรรมดา ทว่าไม่มีใครยอมอธิบายถึงที่มาของใบหน้าของเขา ซึ่งข้าพเจ้ามั่นใจว่าไม่ได้มาจากความยากจนข้นแค้นหรือโรคภัยไข้เจ็บทางร่างกายแน่นอน กระนั้นก็ตาม ข้าพเจ้าอาจจะพอใจกับแค่เรื่องราวที่ปะติดปะต่อเอาเองจากข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ ที่ได้มา หากไม่ได้ฉุกคิดถึงการปิดปากเงียบของคุณนายเฮล รวมทั้งเหตุการณ์ที่ข้าพเจ้าได้พูดคุยกับชายผู้นี้โดยตรงหลังจากนั้นไม่นานนัก
    วันแรกที่ข้าพเจ้ามาถึงสตาร์กฟิลด์ เดนิส อีเดะ ชาวไอริชเจ้าของร้านชำผู้ร่ำรวย และเป็นเจ้าของกิจการห้างเช่ารถม้ากลายๆ ได้ตกลงว่าจะส่งข้าพเจ้าเดินทางเข้าคอร์บูรี แฟลตส์ทุกวัน แล้วจากที่นั่นข้าพเจ้าค่อยจับรถไฟไปยังชุมทาง ทว่าประมาณกลางฤดูหนาว ม้าของอีเดะล้มป่วยลงด้วยโรคระบาดในท้องถิ่น โรคระบาดแพร่ไปยังคอกม้าเจ้าอื่นๆ ในสตาร์กฟิลด์ด้วย ข้าพเจ้าจึงต้องดิ้นรนหายานพาหนะด้วยตัวเอง นั่นแหละฮาร์มอน โกว์ถึงได้เสนอว่า ม้าสีส้มอมแดงของอีธานยังแข็งแรงดีอยู่ และอีธานน่าจะยินดีขับไปส่งข้าพเจ้า
    ข้าพเจ้าจ้องหน้าคนเสนอความเห็น “อีธาน โฟรมน่ะรึ ผมไม่เคยพูดกับเขาสักคำ เขาจะมาช่วยเหลือผมทำไมล่ะ”
    ฮาร์มอนตอบมาทำให้ข้าพเจ้าประหลาดใจยิ่งขึ้น “ผมไม่รู้หรอกว่าเขาจะช่วยหรือเปล่า แต่ที่รู้คือเขาคงไม่เสียใจถ้าจะได้ค่าจ้างค่าออนสักดอลลาร์”
    เคยมีคนบอกข้าพเจ้าแล้วว่าโฟรมยากจน ว่าโรงสีกับไร่แห้งแล้งของเขาแทบจะให้ผลผลิตไม่พอค่าอาหารและเชื้อเพลิงสำหรับตลอดฤดูหนาว แต่ข้าพเจ้าไม่นึกว่าเขาจะแร้นแค้นถึงขนาดที่ฮาร์มอนบอกเป็นนัย ข้าพเจ้าจึงบอกเขาไปอย่างที่นึกฉงน
    “อะไรๆ ในชีวิตเขาไม่ค่อยราบรื่นเท่าไหร่” ฮาร์มอนบอก “คนเราถ้าต้องนั่งเฉยๆ เหมือนยักษ์ตัวหนักมายี่สิบปีหรือเกินกว่านั้น ต้องทนดูข้าวของที่ต้องจัดการแต่ทำอะไรไม่ได้ ก็ย่อมจะหมดกำลังใจ หมดความกล้าที่จะต่อสู้ดิ้นรนไปเอง ไร่ของโฟรมน่ะทำอะไรไม่พอยาไส้มานานแล้ว ส่วนโรงสีพลังน้ำแบบนั้น คุณก็รู้ว่าเดี๋ยวนี้มันมีค่ากี่มากน้อย ถึงอีธานจะทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำตั้งแต่รุ่งจนมืดค่ำ พอจะได้ผลผลิตมาบ้าง คนที่บ้านเขาก็กินกันหมดไม่เหลือ ตอนนี้ผมนึกไม่ออกเลยว่าพวกเขาจะหาเงินจากไหนเลี้ยงชีวิตกันไปวันๆ ตอนแรกพ่อเขาถูกม้าดีดตอนเอาหญ้าให้ม้ากิน กลายเป็นคนสมองเสื่อม ก่อนตายแกเที่ยวไล่แจกเงินชาวบ้านอย่างกับแจกคัมภีร์ไบเบิ้ลแน่ะ ต่อมาแม่ของเขาก็เริ่มทำตัวพิลึก ป่วยกระเสาะกระแสะอยู่ตั้งหลายปีก่อนจะตาย แล้วก็มาถึงซีนาเมียเขา หล่อนเป็นมือหนึ่งในย่านนี้เชียวล่ะถ้าว่ากันเรื่องการดูแลคนเจ็บ ความเจ็บป่วยและปัญหา นั่นล่ะ ภาระหนักตลอดชีวิตของอีธาน ตั้งแต่รุ่นหนุ่มมาจนถึงตอนนี้”
    เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อมองออกไปหน้าบ้าน ข้าพเจ้าเห็นม้าสีส้มอมแดงหลังแอ่นยืนอยู่ระหว่างต้นสนสปรูซบ้านวาร์นัม และอีธาน โฟรมกำลังโยนหนังหมีเก่าๆ ไปด้านหลัง เพื่อจัดที่ไว้ให้ข้าพเจ้านั่งบนเลื่อนข้างๆ เขา หลังจากนั้นเขาขับเลื่อนไปส่งข้าพเจ้าที่คอร์บูรี แฟลตส์ทุกๆ เช้า ในตอนเย็นเขาจะมารับข้าพเจ้าอีกครั้ง และขับเลื่อนพาข้าพเจ้าฝ่าราตรีหนาวเหน็บกลับมายังสตาร์กฟิลด์ ระยะทางนั้นไม่ถึงสามไมล์ดี ทว่าเจ้าม้าเอาแต่เหยาะย่างเชื่องช้า และแม้ว่าพื้นหิมะจะแน่นแข็งดี เราก็มักใช้เวลาเกือบชั่วโมงเสมอๆ อีธาน โฟรมจะทำหน้าที่สารถีไปเงียบๆ ถือสายบังเหียนในมือซ้ายหลวมๆ ภายใต้หมวกยอดแหลมคล้ายหมวกเกราะ ใบหน้าด้านข้างสีน้ำตาลมีรอยแผลเย็บซึ่งมองเห็นตัดกับกองหิมะสูงเบื้องหลัง ดูราวกับรูปสัมฤทธิ์ของวีรบุรุษ เขาไม่เคยหันหน้ามาทางข้าพเจ้า ไม่เคยตอบคำถามหรือคำพูดเล่นที่ข้าพเจ้าลองเสี่ยงเอ่ยขึ้น ยกเว้นเพียงคำตอบสั้นๆ คำเดียว ดูเหมือนเขาจะกลืนเป็นส่วนหนึ่งของภูมิประเทศอันเงียบสงบเศร้าสร้อย ที่แสดงตัวออกมาในร่างมนุษย์ผู้ระทมทุกข์เย็นเยียบ ทุกสิ่งที่อบอุ่นและมีความรู้สึกรับรู้ในตัวเขาถูกเก็บงำไว้มิดชิดใต้สีหน้านั้น แต่ทว่าความเงียบของเขาไม่ได้มีอารมณ์ไม่พอใจแฝงอยู่แม้สักนิด ข้าพเจ้ารู้สึกแต่เพียงว่าเขาอยู่ในความโดดเดี่ยวซึ่งห่างไกล ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยการพูดคุยฉาบฉวย และรู้ได้ว่า ความเหงาของเขาไม่ได้เป็นเพราะความทุกข์ทรมานในเรื่องส่วนตัว ซึ่งข้าพเจ้าเดาว่าคงร้ายกาจถึงขั้นโศกนาฏกรรม หากแต่อย่างที่ฮาร์มอน โกว์พูดไว้ มันเป็นความเยือกเย็นอันลึกล้ำที่สะสมมาจากฤดูหนาวแห่งสตาร์กฟิลด์ในช่วงเวลาหลายสิบปี
    มีเพียงครั้งหรือสองครั้งที่เราสื่อสารถึงกันได้ชั่วขณะ และสิ่งที่รับรู้ได้ในห้วงเวลานั้นยิ่งทำให้ข้าพเจ้าปักใจอยากรู้เรื่องให้มากขึ้น มีครั้งหนึ่งข้าพเจ้าบังเอิญพูดถึงงานวิศวกรที่ทำในฟลอริดาปีก่อน และเรื่องความแตกต่างสุดขั้วระหว่างภูมิประเทศในฤดูหนาวซึ่งแวดล้อมเราอยู่ขณะนี้ กับที่ที่ข้าพเจ้าได้ประสบกับตัวเองเมื่อปีที่ผ่านมา ข้าพเจ้าคาดไม่ถึงว่าจู่ๆ โฟรมจะพูดขึ้นว่า “ใช่ ผมก็เคยไปครั้งหนึ่ง หลายปีหลังจากนั้นผมยังนึกภาพที่นั่นในฤดูหนาวออกเลย แต่ตอนนี้ภาพนั้นถูกหิมะฝังหมดแล้ว” หลังจากนั้นเขาไม่เอ่ยอะไรอีก ข้าพเจ้าจึงต้องเดาเรื่องที่เหลือจากน้ำเสียงและการที่เขาเงียบไปทันที
    อีกวันหนึ่ง ขณะขึ้นรถไฟที่แฟลตส์ ข้าพเจ้าลืมหนังสือเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์สำหรับประชาชนไว้ คิดว่าคงเป็นฉบับว่าด้วยการค้นพบล่าสุดด้านชีวเคมี ซึ่งข้าพเจ้านำติดตัวมาเพื่ออ่านระหว่างเดินทาง และลืมเสียสนิทจนกระทั่งขึ้นนั่งเลื่อนในเย็นวันนั้น และเห็นหนังสืออยู่ในมือของอีธาน
    “ผมพบมันตกอยู่ตอนที่คุณไปแล้ว” เขาพูด
    ข้าพเจ้าเก็บหนังสือเข้ากระเป๋า แล้วเราเงียบกันไปอีกครา ทว่าขณะที่ม้าเริ่มไต่ขึ้นเนินยาวเหยียดจากคอร์บูรี แฟลตส์ไปยังสันเขาสตาร์กฟิลด์นั่นเอง ข้าพเจ้าก็รู้ตัวว่าท่ามกลางแสงขมุกขมัวยามโพล้เพล้นั้น อีธานกำลังหันหน้ามาทางข้าพเจ้า
    “ในหนังสือเล่มนั้น มีหลายอย่างที่ผมไม่เข้าใจเอาเลย” เขาเอ่ยขึ้น
    สิ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าพิศวงหาใช่คำพูดของเขา หากแต่เป็นหางเสียงขมขื่นอันแปลกประหลาดนั่นมากกว่า เขาคงจะคาดไม่ถึง และถึงขั้นทุกข์ร้อนกับความเขลาของตัวเองทีเดียว
    “คุณสนใจเรื่องพวกนี้หรือครับ” ข้าพเจ้าถาม
    “เมื่อก่อนนี้”
    “หนังสือเล่มนี้มีเรื่องใหม่ๆ อยู่เรื่องหรือสองเรื่อง ไม่นานมานี้มีการก้าวหน้าไปมากในการศึกษาค้นคว้าทางด้านนี้” ข้าพเจ้านิ่งอยู่ชั่วขณะ รอคอยคำตอบซึ่งไม่มีมา แล้วจึงกล่าวต่อ “ถ้าคุณสนใจ ผมยินดีจะให้คุณเอาไปอ่านก่อน”
    เขามีท่าทางลังเล ข้าพเจ้ารับรู้ได้ว่าเขากำลังจะยอมพ่ายต่อกระแสความเฉื่อยชาที่หลากมาอย่างลับๆ แต่แล้วก็ตอบมาว่า “ขอบคุณ ผมจะรับไว้” เขาพูดเพียงสั้นๆ
    ข้าพเจ้าหวังว่าการพบปะครั้งนี้จะเป็นรากฐานให้เราได้พูดคุยกันโดยตรงมากขึ้น บุคลิกของโฟรมดูซื่อและตรงไปตรงมา ข้าพเจ้าจึงเชื่อใจว่าความสนใคร่รู้ต่อหนังสือเล่มนี้เกิดจากความสนใจในเรื่องนั้นอย่างแท้จริง รสนิยมและการมีความรู้เช่นนี้ในตัวผู้ชายซึ่งอยู่ในสภาพแบบเขา ยิ่งทำให้ความขัดแย้งระหว่างสถานการณ์ภายนอกกับความต้องการภายในของเขารุนแรงมากขึ้น และข้าพเจ้าหวังว่า โอกาสของข้อหลังนี้ อย่างน้อยอาจจะทำให้เขาเปิดปากพูดได้ ทว่าเป็นที่ชัดเจนว่า บางอย่างในชีวิตที่ผ่านมาหรือวิถีการดำรงชีวิตในปัจจุบันของเขา ได้กดดันให้เขาเก็บงำทุกอย่างไว้กับตัวเอง จนกระทั่งแรงกระตุ้นผิวเผินไม่อาจดึงเขากลับมาสู่บุคลิกเดิมได้ เมื่อพบกันคราวต่อมา เขาไม่ได้กล่าวถึงหนังสือเลย การพูดคุยของเราดูเหมือนจะถูกชะตากำหนดให้ต้องไร้ผลอันน่าพึงใจและเป็นการคุยฝ่ายเดียว ราวกับว่าที่ผ่านมาเขาไม่เคยทิ้งนิสัยเก็บปากเก็บคำเลยสักครั้ง
    โฟรมขับเลื่อนไปส่งข้าพเจ้าที่แฟลตส์อยู่ราวสัปดาห์หนึ่งได้ เช้าวันหนึ่งข้าพเจ้ามองออกไปนอกหน้าต่าง และเห็นหิมะปกคลุมอยู่หนาไปทั่ว กองหิมะสีขาวสุมอยู่ข้างรั้วสวนและตามกำแพงโบสถ์ แสดงว่าพายุหิมะคงกระหน่ำมาตลอดทั้งคืน ในที่โล่งลมคงจะหนักหนาเอาการ ข้าพเจ้าคาดว่ารถไฟคงจะเลื่อนออกไป แต่ข้าพเจ้าต้องไปอยู่ที่โรงไฟฟ้าสักชั่วโมงสองชั่วโมงในบ่ายวันนั้น ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจว่า หากโฟรมมา ข้าพเจ้าจะฝ่าพายุไปรอรถไฟที่นั่น ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าทำไมจึงต้องพูดว่า หาก เพราะความจริงแล้วข้าพเจ้าไม่เคยสงสัยในข้อนี้เลย เขาไม่ใช่คนประเภทที่จะล้มเลิกสิ่งใดเพียงเพราะสภาพการณ์ไม่เป็นใจ และเมื่อถึงเวลาที่นัดไว้ เลื่อนของเขาก็แล่นฝ่าหิมะขึ้นมาราวกับปิศาจในละครเวทีออกมาจากม่านผ้าโปร่ง
    เวลานั้นข้าพเจ้าเริ่มคุ้นกับเขามากขึ้นเกินกว่าจะเอ่ยแสดงความพิศวงหรือขอบคุณที่เขามาตามนัด แต่ข้าพเจ้าต้องออกอุทานอย่างประหลาดใจ เมื่อเห็นว่าเขาเลี้ยวไปยังทิศทางตรงกันข้ามกับทางที่จะไปถนนคอร์บูรี
    “รถขนสินค้าติดหิมะอยู่ทางใต้แฟลตส์ รางรถไฟถูกตัดขาด” เขาอธิบายขณะที่เลื่อนแล่นไปบนหิมะสีขาวแสบตา
    “อ้าว แล้วนี่คุณจะพาผมไปที่ไหน”
    “ตรงไปที่ชุมทางเลย ใช้ทางลัด” เขาตอบ ใช้แส้ชี้ไปทางสกูล เฮาส์ ฮิลล์
    “ไปที่ชุมทาง กลางพายุแบบนี้น่ะรึ ระยะทางตั้งสิบไมล์เชียวนะ”
    “ม้าพอจะทนไหวถ้าคุณให้เวลามันหน่อย คุณบอกว่ามีธุระที่นั่นตอนบ่ายนี้ ผมจะไปส่งคุณให้ถึงจนได้”
    เขาพูดด้วยท่าทีนิ่งสงบ จนข้าพเจ้าไม่อาจตอบอย่างอื่นได้ “ถ้าคุณทำได้ คุณจะช่วยผมได้มากที่สุด”
    “ไม่มีปัญหาหรอก” เขาตอบกลับ
    เมื่อใกล้ถึงโรงเรียน ถนนแยกออกเป็นสองแพร่ง และเรามุ่งไปตามเส้นทางซ้ายมือซึ่งอยู่ระหว่างกิ่งสนเฮมล็อกที่งอเข้าหาลำต้นเพราะน้ำหนักหิมะ ข้าพเจ้าเคยเดินมาทางนี้บ่อยๆ ในวันอาทิตย์ และรู้ดีว่าหลังคาอาคารซึ่งเห็นอยู่โดดเดี่ยวท่ามกลางกิ่งไม้ไร้ใบใกล้ตีนเนิน คือหลังคาโรงสีของโฟรม ซึ่งมองดูแล้วประหนึ่งว่าไร้ชีวิต มองเห็นวงล้อตะคุ่มอยู่เหนือสายน้ำสีดำที่แต้มด้วยฟองสีขาวออกเหลือง และหมู่เพิงซึ่งแบกรับน้ำหนักหิมะจนหลังแอ่น ตอนที่เลื่อนขับผ่านไป โฟรมไม่ได้หันไปมองโรงสีแม้แต่น้อย เรายังคงมุ่งหน้าไต่ขึ้นเนินลูกต่อไปในความเงียบงัน ราวไมล์หนึ่งหลังจากนั้นเป็นถนนช่วงที่ข้าพเจ้าไม่เคยผ่านมาก่อน เรามาถึงสวนแอปเปิ้ลยืนต้นบิดเบี้ยวแห้งตายอยู่ข้างเนิน ท่ามกลางหินหลังคาที่โผล่ยื่นออกมาจากหิมะ ดูราวกับสัตว์ที่ดันจมูกโผล่ขึ้นมาหายใจ เลยสวนออกไปมีทุ่งหญ้าอยู่สองสามแปลง มองขอบเขตไม่เห็นเพราะกองหิมะบดบัง และที่จับกลุ่มอยู่เหนือทุ่งเหล่านั้น หยัดยืนต้านทานพื้นดินและท้องฟ้าสีขาวอย่างไม่ย่อท้อ คือโรงนาแบบนิวอิงแลนด์ที่ตั้งอยู่เดี่ยวๆ อันยิ่งทำให้ทิวทัศน์ดูเงียบเหงายิ่งขึ้น
    “นั่นบ้านของผม” โฟรมเอ่ยขึ้น พร้อมกับที่แขนข้างพิการกระตุกไปข้างๆ ภาพความหดหู่บีบคั้นที่แลเห็นทำให้ข้าพเจ้าไม่รู้จะตอบว่ากระไร หิมะหยุดตกแล้ว แสงอาทิตย์ฉ่ำน้ำเผยให้เห็นตัวบ้านบนเนินเหนือเราขึ้นไปในมุมซึ่งเห็นความอัปลักษณ์ได้ถนัดตา ซากเถาไม้เลื้อยเหี่ยวแห้งสีดำไหวพะเยิบอยู่ที่ระเบียงหน้าบ้าน และผนังไม้บอบบางซึ่งสีเก่าหลุดลอกไปแล้ว ดูเหมือนจะสั่นสะท้านในสายลมซึ่งพัดแรงขึ้นหลังจากหิมะหยุด
    “สมัยพ่อผมยังอยู่บ้านใหญ่กว่านี้ ผมต้องทุบตรงมุมๆ ทิ้งมาพักใหญ่ๆ แล้ว” โฟรมกล่าวต่อ พลางกระชากสายบังเหียนไปทางซ้ายเพื่อขืนม้าไม่ให้เลี้ยวเข้าประตูบ้านที่หักพัง
    ตอนนั้นข้าพเจ้าจึงเห็นว่าบรรยากาศเศร้าสร้อยและชะงักงันของบ้านนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะขาดส่วนที่เรียกกันในนิวอิงแลนด์ว่า การเข้ามุม กล่าวคือ อาคารหลังคาเตี้ยที่มักจะสร้างต่อเติมเข้ากับมุมบ้านนั่นเอง ส่วนที่เชื่อมกับอาคารส่วนนี้มักจะเป็นห้องเก็บของหรือโรงเก็บเครื่องมือ เพิงไม้ หรือโรงวัว ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่าเป็นด้วยความหมายเชิงสัญลักษณ์ เพราะการเข้ามุมให้ภาพของชีวิตที่เชื่อมโยงกับผืนดิน และยังเป็นแหล่งเก็บความอบอุ่นและการทะนุบำรุง หรือเพียงเพื่อให้อุ่นใจว่า อาคารที่ต่อเติมนี้ทำให้ผู้อยู่อาศัยในสภาพอากาศรุนแรง สามารถเดินลอดไปทำงานตอนเช้าโดยไม่ต้องเผชิญกับอากาศข้างนอก แต่ที่แน่ๆ ก็คือ ดูเหมือนส่วนสำคัญของไร่นาในนิวอิงแลนด์ก็คืออาคารต่อเติมนี่เอง หาใช่ตัวบ้านไม่ อาจเป็นด้วยความคิดคำนึงเหล่านี้มักผุดขึ้นในความคิดข้าพเจ้าระหว่างที่ท่องไปในสตาร์กฟิลด์นั่นเอง เป็นเหตุให้ข้าพเจ้าได้ยินสำเนียงเศร้าในคำพูดของโฟรม และมองเห็นภาพร่างที่หดงอของเขาเองที่อยู่ในบ้านซึ่งหดเล็กลงหลังนี้
           “ตอนนี้เราค่อนข้างจะอยู่ห่างไกลจากคนอื่น” เขากล่าวเสริมขึ้น “แต่ก่อนที่ทางรถไฟจะเปลี่ยนทิศไปที่แฟลตส์ ก็มีคนผ่านไปผ่านมาเยอะพอสมควร” เขาดึงบังเหียนกระตุ้นม้าที่แผ่วฝีเท้าลงอีกครั้ง จากนั้นก็พูดต่ออย่างไม่รีบร้อน ราวกับการได้เห็นบ้านจะยิ่งทำให้เขาเชื่อใจผมได้มากขึ้น จนไม่นึกอยากแสร้งปิดปากเงียบต่อไป “ผมคิดเสมอว่า แม่อาการทรุดหนักที่สุดก็เพราะเหตุนี้ เมื่อก่อน เวลาโรคปวดข้อกำเริบหนักจนเดินไม่ไหว แม่จะนั่งมองถนนทั้งวัน มาปีหนึ่งที่เขาซ่อมด่านเส้นทางเบ็ตส์บริดจ์อยู่หกเดือนหลังจากน้ำท่วม ฮาร์มอน โกว์ต้องขับรถม้าโดยสารของเขามาทางนี้ แม่ถึงอาการดีขึ้น เดินไปรอเจอเขาที่ประตูแทบทุกวัน แต่หลังจากรถไฟเริ่มวิ่งก็ไม่มีใครผ่านมาทางนี้อีก แม่ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น หลังจากนั้นก็ล้มป่วยหนัก และมันทำให้แม่ทุกข์ใจไปจนกระทั่งตายจากไป”
    ขณะเราเลี้ยวเข้าถนนคอร์บูรี หิมะเริ่มตกมาอีกครั้งและบดบังภาพของบ้านไป ความเงียบของโฟรมเริ่มขึ้นพร้อมๆ กัน เขาปล่อยม่านความเงียบงันลงมากางกั้นระหว่างเราอีกครั้งหนึ่งแล้ว คราวนี้ลมไม่ได้อ่อนกำลังลงเมื่อหิมะเริ่มตก หากแรงขึ้นจนกลายเป็นพายุ และสักพักหนึ่งก็จะพัดเอาแสงแดดอ่อนๆ มาปกคลุมเหนือภูมิทัศน์ที่กระเด้งกระดอนเป็นโกลาหลไปวูบหนึ่ง ทว่าเจ้าม้าสีส้มอมแดงก็ช่างทรหดสมคำของโฟรม มันพาเรากระเสือกกระสนผ่านภูมิประเทศขาวโพลนอันร้ายกาจไปถึงชุมทางรถไฟจนได้
    ตอนบ่ายของวันนั้นพายุหิมะสงบดี และท้องฟ้าทางทิศตะวันตกปลอดโปร่ง เท่าที่ข้าพเจ้าเห็นจากสายตาที่เคยพานพบมาก่อน ก็ดูจะเป็นคำมั่นว่าเย็นวันนี้อากาศจะไม่เลวร้ายนัก ข้าพเจ้ารีบทำธุระจนเสร็จภายในเวลารวดเร็ว และเราก็ตั้งต้นเดินทางกลับสตาร์กฟิลด์โดยคาดว่าจะทันกลับไปกินมื้อค่ำที่โน่น ทว่าเมื่ออาทิตย์ตก เมฆก็เริ่มก่อตัวครึ้มอีกครั้ง ทำให้ฟ้ามืดเร็วกว่าปกติ และหิมะเริ่มสาดซัดลงมาโครมๆ จากท้องฟ้าไม่ขาดสายทั้งที่ปราศจากลม สีขาวนุ่มนวลพร่างพรมไปทุกทิศทุกทางแลดูน่าสับสนยิ่งกว่าเมื่อเช้าที่ลมกระโชกและหมุนวน ดูราวกับมันเป็นส่วนหนึ่งของความมืดที่ดำครึ้มลงทุกขณะ และส่วนหนึ่งของราตรีกลางฤดูหนาวซึ่งกำลังแผ่ลงมาคลุมเราไว้ทีละชั้นๆ
    ในไม่ช้าแสงสว่างเล็กๆ จากตะเกียงของโฟรมก็ถูกกลืนไปกับหิมะยามค่ำ ในที่สุด แม้กระทั่งความรับรู้ถึงทิศทางของเขา และสัญชาตญาณมุ่งกลับบ้านของม้าสีส้มอมแดงก็ไม่อาจช่วยเราได้ มีอยู่สองสามคราวที่ที่หมายโผล่ตะคุ่มขึ้นราวกับปีศาจ เตือนให้รู้ว่าเราออกนอกเส้นทาง ก่อนจะถูกดูดกลับไปสู่ม่านหิมะ หลังจากเรากลับเข้าสู่ถนนได้ ม้าของโฟรมก็เริ่มมีอาการเหนื่อยอ่อน ข้าพเจ้ารู้สึกว่าผิดเองที่ไปตกลงให้โฟรมพามา เราเถียงกันอยู่ครู่หนึ่ง ข้าพเจ้าก็หว่านล้อมให้เขายอมให้ข้าพเจ้าลงจากเลื่อนและเดินเคียงม้าคู่ไปกับเขา เราเดินทางกันไปในลักษณะนี้อีกราวไมล์หรือสองไมล์เห็นจะได้ ในที่สุดก็ถึงจุดซึ่งโฟรมเพ่งมองไปยังสิ่งที่ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นความมืดไร้รูปทรง แล้วพูดขึ้น “ประตูบ้านผมอยู่โน่นไง”
    ระยะทางช่วงสุดท้ายนี้เองที่ยากเย็นที่สุด ความหนาวเหน็บอันร้ายกาจและสองเท้าหนักอึ้งเกือบจะทำให้ข้าพเจ้าหมดสติพังพาบไป และข้าพเจ้ารู้สึกได้ว่าลำตัวของม้าที่จับอยู่เต้นตุบๆ ราวกับเข็มนาฬิกาเดิน
    “นี่แน่ะ โฟรม” ข้าพเจ้าเอ่ยขึ้น “ไม่มีเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้นที่คุณจะไปต่อ” ทว่าเขาขัดขึ้นเสียก่อน “คุณเองก็เช่นกัน เท่าที่เราฝ่ากันมาก็หนักหนาสาหัสพอแล้ว”
    ข้าพเจ้าทราบว่านั่นเป็นคำชวนให้ค้างคืนเสียที่ไร่ จึงเลี้ยวเข้าประตูไปข้างๆ เขาโดยไม่ตอบอะไร และเดินตามเขาไปในโรงม้า ช่วยปลดเครื่องบังเหียนออก รวมทั้งช่วยจับม้าที่แสนเหน็ดเหนื่อยให้นอนลง เสร็จแล้วเขาก็ปลดตะเกียงออกจากเลื่อน ก้าวออกไปสู่ความมืดอีกครั้ง ก่อนจะหันมาเรียกข้าพเจ้า “เชิญทางนี้”
    เหนือศีรษะเราขึ้นไป แสงสว่างรูปสีเหลี่ยมจัตุรัสสั่นระริกส่องฝ่าม่านหิมะลงมา ข้าพเจ้าเดินเข่าอ่อนตามหลังโฟรมในความมืดมุ่งหน้าไปทางแสงไฟ จนเกือบจะสะดุดกองหิมะสูงที่จับอยู่กับผนังหน้าบ้าน โฟรมปีนขึ้นบันไดลื่นหน้าระเบียงบ้าน ใช้เท้าในรองเท้าบู๊ตย่ำหนักๆ เพื่อกรุยทางในหิมะ จากนั้นเขายกตะเกียงในมือขึ้น ปลดกลอนประตู แล้วเดินนำเข้าไปในบ้าน ข้าพเจ้าเดินตามหลังเขาไปยังทางเดินสลัวเพดานต่ำ ซึ่งด้านหลังมีบันไดขึ้นไปสู่ความมืดสลัวดูคล้ายบันไดราว ทางด้านขวามือของเรามีแสงลอดออกมาเป็นแนว บอกตำแหน่งประตูห้องซึ่งส่งแสงสว่างออกไปสู่ราตรีข้างนอก และเบื้องหลังประตูบานนั้นข้าพเจ้าได้ยินเสียงผู้หญิงบ่นงึมงำดังลอดออกมา
    โฟรมกระทืบเท้ากับเสื่อน้ำมันเก่าๆ เพื่อสลัดหิมะออก แล้ววางตะเกียงลงบนเก้าอี้ห้องครัว อันเป็นเครื่องเรือนเพียงชิ้นเดียวในโถงทางเดิน จากนั้นเขาก็เปิดประตู
    “เข้ามาสิ” เขาเอ่ย ขณะที่เขาพูดเสียงงึมงำนั้นก็เงียบลง
    ในคืนนั้นเองที่ข้าพเจ้าได้พบเงื่อนงำในชีวิตของอีธาน โฟรม และเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวของเขาจากสิ่งที่ข้าพเจ้าได้รับรู้มาทั้งหมด


    บทที่ 1

หิมะในหมู่บ้านจับตัวหนาราวสองฟุต และมีกองหิมะที่ลมแรงพัดไปสุมรวมอยู่เป็นกองๆ บนท้องฟ้าสีเหล็ก แฉกแสงของกลุ่มดาวหมีใหญ่แลดูราวกับหินย้อย ส่วนกลุ่มดาวไถก็กะพริบเปลวไฟเย็นอยู่วิบวับ ดวงจันทร์ตกแล้ว ทว่าราตรีสว่างโพลนจนกระทั่งผนังด้านหน้าของบ้านสีขาวระหว่างต้นเอลม์ดูเป็นสีเทาตัดกับสีขาวของหิมะ พุ่มไม้เห็นเป็นเงาตะคุ่มสีดำทาบอยู่ และหน้าต่างห้องใต้ดินของโบสถ์สาดลำแสงสีเหลืองออกมา พุ่งข้ามเนินหิมะสูงๆ ต่ำๆ ไม่มีที่สิ้นสุดเป็นระยะทางไกล อีธาน โฟรมในวัยหนุ่มแน่นเร่งสาวเท้าไปตามถนนร้างผู้คน ผ่านธนาคารและร้านค้าผนังอิฐสร้างใหม่ของไมเคิล อีเดะ และบ้านของทนายวาร์นัมซึ่งมีต้นสนสปรูซนอร์เวย์สีดำยืนต้นอยู่ที่ประตูรั้ว ตรงข้ามประตูรั้วของวาร์นัม อันเป็นจุดที่ถนนหักเลี้ยวสู่หุบเขาคอร์บูรี เป็นที่ตั้งของโบสถ์ซึ่งมียอดโบสถ์เรียวบางสีขาวและแถวเสาแคบๆ ขณะที่ชายหนุ่มเดินมุ่งไปยังโบสถ์อยู่นั้น บรรดาหน้าต่างสองแถวของชั้นบนปิดหมดแล้ว แต่จากหน้าต่างชั้นล่างทางด้านข้างของโบสถ์ซึ่งพื้นดินลาดลงไปยังถนนคอร์บูรีนั้น ไฟได้ทอดแสงสว่างเป็นลำลงมา ส่องให้เห็นรอยล้อรถม้าบนทางซึ่งนำไปยังประตูห้องใต้ดิน ส่วนใต้เพิงที่อยู่ติดกันนั้นเห็นรอยเลื่อนเป็นแนวอันเนื่องมาจากม้าบรรทุกของหนักเต็มที่
    คืนนั้นเงียบสงบไร้การเคลื่อนไหวใดๆ อีกทั้งอากาศแห้งและบริสุทธิ์จนไม่รู้สึกหนาวเท่าไรนัก ผลที่เกิดขึ้นกับโฟรมกลับเป็นว่าบรรยากาศรอบตัวเลือนหายไป ราวกับไม่มีอะไรนอกจากอีเทอร์เบาบางที่แทรกอยู่ระหว่างผืนโลกสีขาวใต้เท้าเขากับผืนโดมสีเทาโลหะเบื้องบน “ยังกับเครื่องรับสัญญาณที่หมดสภาพ” เขาคิด สี่หรือห้าปีก่อนหน้านี้ เขาเคยเข้าศึกษาหลักสูตรหนึ่งปีของวิทยาลัยเทคนิคในวูซเตอร์ และเข้าไปขลุกอยู่ในห้องทดลองกับศาสตราจารย์ฟิสิกส์ผู้ใจดีอยู่หลายครั้ง ประสบการณ์ครั้งนั้นยังคงผุดขึ้นมาในความคิดบ้างในห้วงที่คาดไม่ถึง ยามที่เขากำลังคิดถึงเรื่องอื่นๆ ในชีวิตนับจากนั้นซึ่งเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง ความตายของพ่อและเคราะห์ร้ายที่ตามติดมาทำให้อีธานต้องเลิกเรียนกลางคัน แม้ว่าสิ่งที่เรียนมาจะไม่เพียงพอให้ใช้ประโยชน์ได้เป็นเรื่องเป็นราว ทว่าก็ช่วยหล่อเลี้ยงความคิดฝันของเขาได้ และทำให้เขาตระหนักถึงความหมายอันเลือนรางที่อยู่เบื้องหลังโฉมหน้าสามัญของสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวัน
    ขณะที่เขาก้าวยาวๆ ไปบนหิมะ ความรู้สึกถึงความหมายเช่นนั้นวาบขึ้นในหัวเขา และผสานปนเปไปกับเลือดลมในร่างกายอันเกิดจากการย่ำเท้าหนักๆ เมื่อสุดเขตหมู่บ้าน เขาหยุดยืนก่อนจะถึงตัวอาคารโบสถ์ด้านหน้าซึ่งอยู่ในเงามืด ยืนอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่งขณะหอบหายใจถี่ๆ แล้วหันไปมองถนนทั้งสองด้าน ไม่พบสิ่งใดที่เคลื่อนไหว ปกติแล้วพื้นยางมะตอยของถนนคอร์บูรี เลยต้นสนสปรูซของทนายวาร์นัมไป เป็นลานเล่นเลื่อนหิมะยอดนิยมของสตาร์กฟิลด์ บางคืนที่อากาศดี เสียงตะโกนของบรรดานักเล่นเลื่อนจะสะท้อนมุมโบสถ์อยู่จนกระทั่งดึกดื่นทีเดียว แต่คืนนี้ไม่มีนักเล่นเลื่อนคนใดมาแต้มหย่อมเงาลงบนเนินสีขาวยาวเหยียดให้เห็นแม้สักคน ความสงัดของเที่ยงคืนเข้าปกคลุมทั้งหมู่บ้าน ทุกชีวิตที่ตื่นอยู่ต่างมาชุมนุมกันเบื้องหลังหน้าต่างของโบสถ์ ซึ่งได้ยินเสียงดนตรีเต้นรำล่องลอยออกมาพร้อมกับลำไฟกว้างสีเหลือง
    ชายหนุ่มเดินเลาะด้านข้างของตัวตึกและลงเนินไปยังประตูของชั้นใต้ดิน เพื่อหลบแสงสว่างที่สาดมาจากข้างใน เขาเดินอ้อมผ่านพื้นหิมะซึ่งไร้รอยเดิน และค่อยๆ เข้าไปประชิดผนังของชั้นใต้ดินด้านที่อยู่ไกลออกไป ด้วยวิธีนี้เขาจึงซ่อนตัวอยู่ในเงามืด เดินเลาะไปยังหน้าต่างบานใกล้ที่สุดอย่างระมัดระวัง แล้วยืดตัวชะเง้อคอขึ้นไปมองจนเห็นภายในห้อง
    จากตำแหน่งซึ่งมืดสนิทและหนาวเหน็บที่เขายืนอยู่ ภายในห้องดูคล้ายเดือดพล่านอยู่ท่ามกลางเปลวไฟ แผ่นโลหะสะท้อนแสงของตะเกียงแก๊สส่องแสงจ้าไปทาบอยู่กับผนังห้องสีขาว แผ่นเหล็กข้างเตาไฟดูประหนึ่งเปลวเพลิงภูเขาไฟกำลังหอบระรัว ที่พื้นห้องมีหนุ่มสาวออเบียดเสียดกันอยู่ ตรงผนังด้านข้างที่หันหน้ามาทางหน้าต่าง มีเก้าอี้ห้องอาหารตั้งเป็นแถวเรียงราย บรรดาหญิงสูงวัยเพิ่งจะลุกจากเก้าอี้ ถึงตอนนี้เสียงดนตรีเงียบลงแล้ว นักดนตรี อันได้แก่นักสีไวโอลินกับหญิงสาวผู้เล่นออร์แกนในโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ กำลังเร่งรีบกินอาหารเติมกำลังกันที่มุมหนึ่งของโต๊ะอาหาร จานพายและจานรองไอศกรีมที่หมดแล้ววางอยู่บนยกพื้นท้ายห้องโถง บรรดาแขกกำลังเตรียมตัวกลับ ต่างเดินรี่ไปยังทางเดินที่แขวนเสื้อโค้ตและเสื้อกันหนาวไว้ ขณะนั้นเอง ชายหนุ่มผู้มีฝีเท้าปราดเปรียวและเรือนผมสีดำยุ่งเหยิงก็ก้าวปราดออกไปกลางฟลอร์และตบมือขึ้น สัญญาณมือของเขาได้ผลทันควัน นักดนตรีรีบหยิบเครื่องดนตรีขึ้น และบรรดานักเต้นซึ่งบางคนสวมเสื้อกันหนาวไปบ้างแล้ว ก็กลับมาเข้าแถวล้อมรอบห้องอีก พวกผู้ชมสูงวัยพากันเดินกลับไปที่นั่งเก้าอี้ ส่วนหนุ่มร่าเริงคนนั้น หลังจากผลุบเข้าไปตรงโน้นตรงนี้ในหมู่ผู้คน ก็ดึงหญิงสาวที่มี ‘ผ้าโพกหัว’ สีแดงเชอร์รีบนศีรษะเรียบร้อยแล้วออกมา นำหล่อนไปยังท้ายฟลอร์ แล้วพาหล่อนเคลื่อนไหวละล่องไปตามความยาวของฟลอร์ตามท่วงทำนองเร้าใจของแผ่นเสียงเพลงเวอร์จิเนีย
    หัวใจโฟรมเต้นรัวขึ้น เขายืนชะเง้อหาศีรษะสีเข้มที่มีผ้าโพกหัวสีแดงเชอร์รีนั้นมาตั้งนาน และรู้สึกหงุดหงิดที่มีสายตาคู่อื่นหาหล่อนเจอได้เร็วกว่าเขา ท่วงท่าผู้นำเต้นประหนึ่งว่ามีเลือดไอริชอยู่ในตัวจนเต้นได้อย่างสวยงาม คู่เต้นก็เก่งไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ขณะที่ผลัดเปลี่ยนคู่เต้นไปตามแถว ร่างเพรียวบางของหล่อนเหวี่ยงหมุนเป็นวงกลมจากมือหนึ่งไปสู่อีกมือหนึ่งอย่างรวดเร็วขึ้นเป็นลำดับ ผ้าโพกผมหลุดจากศีรษะ ปลิวหล่นจากบ่าหล่อนไปข้างหลัง เมื่อหล่อนหมุนตัวแต่ละครั้ง โฟรมจะคอยจับตามองภาพริมฝีปากที่แย้มหัวเราะ เงาผมสีเข้มบนหน้าผาก และนัยน์ตาสีเข้มของหล่อนที่ดูราวกับเป็นจุดนิ่งสนิทอย่างเดียวกลางวงกตที่หมุนวนนั้น
    นักเต้นขยับตัวเร็วขึ้นทุกที นักดนตรีก็ต้องเร่งจังหวะตามให้ทัน โหมกระหน่ำเครื่องดนตรีในมือไม่ยั้งราวกับจ็อกกี้หวดแส้ม้าในโค้งสุดท้ายก่อนถึงเส้นชัย กระนั้นก็ตาม สำหรับชายหนุ่มข้างหน้าต่างแล้ว แถวนักเต้นดูคล้ายจะไม่มีจุดสิ้นสุด เขาเบนสายตาจากใบหน้าหญิงสาวไปยังใบหน้าคู่เต้นของหล่อนเป็นระยะๆ ซึ่งลีลาเร่งร้อนของการเต้นรำทำให้สีหน้าเขาดูผยองและแสดงความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ เดนิส อีเดะเป็นลูกชายของไมเคิล อีเดะ พ่อค้าชาวไอริชผู้ทะเยอทะยาน เจ้าของร้านของชำซึ่งทำการค้าเสริมไม่เลือก และคติด้านได้อายอดของเขาทำให้ชาวสตาร์กฟิลด์ได้รู้จักการทำธุรกิจแบบ ‘หัวใส’ เป็นครั้งแรก และร้านค้าผนังอิฐเปลือยแห่งใหม่เป็นพยานถึงความพยายามของเขาได้เป็นอย่างดี ลูกชายดูเหมือนจะดำเนินตามรอยพ่อ ขณะเดียวกันก็ใช้ศิลปะที่เรียนรู้มาจากวิธีค้าขายของพ่อในการพิชิตสาวๆ สตาร์กฟิลด์ไปด้วย ก่อนหน้านี้อีธาน โฟรมยังพอใจที่จะคิดว่าเดนิสเป็นไอ้หนุ่มนิสัยเสีย ทว่าตอนนี้เห็นได้ชัดเจนว่า เจ้าหนุ่มเปิดฉากให้เขาต้องหวดแส้เร่งม้าตามแล้ว แต่น่าแปลกที่หญิงสาวดูจะไม่ระแวงสงสัย น่าแปลกที่หล่อนแหงนใบหน้าแย้มยิ้มยินดีขึ้นท้าทายใบหน้าของคู่เต้น และวางมือลงในมือของเขาโดยไม่มีทีท่ารับรู้ถึงแววตาและสัมผัสล่วงเกินแม้แต่น้อย
    โฟรมเคยชินแล้วกับการเดินเข้ามาในสตาร์กฟิลด์เพื่อรับแมตตี ซิลเวอร์ ลูกพี่ลูกน้องของภรรยากลับบ้าน ในโอกาสอันหาได้ยากที่หล่อนเข้ามาร่วมงานรื่นเริงในหมู่บ้าน ภรรยาของเขาเองแนะขึ้นหลังจากหญิงสาวเข้ามาอยู่ร่วมบ้าน ว่าโอกาสเช่นนี้หล่อนไม่ควรจะปล่อยให้ผ่านไป แมตตี ซิลเวอร์มาจากสแตมฟอร์ด หล่อนมาอยู่ในบ้านไร่โฟรมเพื่อช่วยดูแลซีนาผู้เป็นญาติโดยไม่ได้รับเงินค่าตอบแทนใดๆ ทั้งสองจึงคิดว่า ทางที่ดีที่สุดคือไม่ควรให้หล่อนรู้สึกถึงความห่างไกลกันลิบลับระหว่างชีวิตสมัยก่อนของหล่อนกับบ้านไร่สตาร์กฟิลด์อันโดดเดี่ยวห่างไกล ถึงอย่างนั้นก็ตาม โฟรมเคยนึกหัวเราะเยาะในใจ ซีนาคงไม่เคยนึกสักครั้งว่าทำไปเพื่อเห็นแก่ความสนุกสนานของเด็กสาว
    ตอนที่ภรรยาเสนอขึ้นเป็นครั้งแรกว่า ควรให้แมตตีออกไปเที่ยวในหมู่บ้านบ้างเป็นครั้งคราว เขาก็นึกค้านในใจ คิดถึงการต้องเดินอีกสองไมล์ไปและกลับจากหมู่บ้านหลังจากเสร็จงานหนักในฟาร์ม ทว่าไม่นานหลังจากนั้น เขากลับนึกภาวนาว่า สตาร์กฟิลด์น่าจะอุทิศเวลาทุกคืนค่ำให้กับงานเลี้ยงสังสรรค์
    แมตตี ซิลเวอร์อาศัยอยู่ในบ้านเขามาครบปีแล้ว ช่วงระหว่างเช้าตรู่กับเวลาอาหารมื้อค่ำ เขาเจอหน้าหล่อนบ่อยครั้ง ทว่าไม่มีชั่วขณะใดที่ทั้งสองอยู่ด้วยกันจะเทียบได้กับขณะที่แขนหล่อนเกี่ยวคล้องกับแขนเขา และหล่อนต้องเร่งรีบก้าวเพื่อเดินให้ทันก้าวยาวๆ ของเขา ยามที่ทั้งสองเดินฝ่าความมืดกลับมายังบ้านไร่ เขานึกถูกชะตาเด็กสาวตั้งแต่วันแรก วันนั้นเขาขับรถม้าไปรับหล่อนถึงแฟลตส์ หล่อนยิ้มและโบกมือให้เขาจากหน้าต่างรถไฟ พลางร้องว่า “อีธานใช่ไหมคะ” ขณะกระโดดลงมาพร้อมด้วยห่อสัมภาระ เขาคิดในใจขณะมองร่างเพรียวบางของหล่อน ‘ท่าทางหล่อนคงไม่ถนัดทำงานบ้านนัก แต่คงไม่ใช่คนเจ้าทุกข์เจ้าอารมณ์’ การณ์กลับเป็นว่า ไม่เพียงแต่การมาของหญิงสาวผู้เปี่ยมหวังในชีวิตจะเป็นประดุจการจุดไฟขึ้นในเตาไฟเย็นยะเยือก หล่อนเป็นมากกว่าเด็กสาวร่าเริงและมีน้ำใจอย่างที่เขาคาดไว้แต่แรก หล่อนมีนัยน์ตาพินิจพิเคราะห์และมีหูไว้คอยรับฟังสิ่งใหม่ๆ ทำให้เขาสามารถพูดคุยบอกเล่าความคิดอ่านกับหล่อน และซึมซับความรู้สึกปลาบปลื้มเป็นสุขที่ได้เห็นว่า ทุกอย่างที่เขาบอกหล่อนนั้นสร้างเสียงก้องกังวานและเสียงสะท้อนซึ่งเขาปลุกให้ดังขึ้นได้ยามที่ต้องการ
    ระหว่างค่ำคืนยามการเดินกลับสู่บ้านไร่นี้เอง ที่เขารู้สึกได้ถึงความอ่อนหวานของการสื่อถึงกันได้มากที่สุด ผู้คนรอบตัวเขาไม่มีใครเลยที่จะอ่อนไหวกับเสน่ห์ของความงามธรรมชาติยิ่งกว่าเขา การเล่าเรียนที่ค้างเติ่งได้มอบหนทางในการแสดงออกถึงความรู้สึกนี้ ด้วยเหตุนี้เอง แม้กระทั่งในห้วงเวลาแสนเศร้า ท้องทุ่งและท้องฟ้ายังพูดคุยกับเขาอย่างลึกซึ้งและเปี่ยมพลังจูงใจ ทว่าก่อนหน้านี้ อารมณ์เช่นนั้นถูกเก็บงำอยู่ในตัวเขาประหนึ่งความเจ็บปวดอันเงียบงัน ซ่อนความงามอันเป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดอารมณ์นั้นไว้ภายใต้อาการเศร้าโศก เขาไม่รู้แม้กระทั่งว่า มีใครในโลกนี้อีกไหมที่รู้สึกเช่นเขา หรือเขาเป็นเพียงเหยื่อรายเดียวของความเศร้าชนิดนี้ มาบัดนี้เขารู้แล้วว่า ยังมีจิตวิญญาณอีกดวงที่สั่นเทิ้มไปกับความน่าพิศวงเฉกเช่นที่เขาสัมผัสได้ เขาได้รู้ว่า ผู้ที่อยู่ข้างกายเขา อยู่ภายใต้ชายคาบ้านของเขา กินขนมปังของเขา เป็นมนุษย์ซึ่งเขาสามารถคุยให้ฟังได้ว่า “ตรงโน้นคือกลุ่มดาวไถ ส่วนดาวดวงใหญ่โตทางขวานั่นชื่ออัลเดบารัน ส่วนกระจุกดาวเล็กๆ ที่ดูเหมือนฝูงผึ้ง นั่นคือกลุ่มดาวลูกไก่” และเป็นผู้ซึ่งตะลึงงันอยู่เบื้องหน้าผาหินแกรนิตที่เสียดยอดขึ้นท่ามกลางหมู่เฟิร์น ในยามที่เขาชี้ให้เห็นภาพทิวทัศน์ของยุคน้ำแข็งกว้างไกลสุดสายตา และในยามที่ช่วงเวลารางเลือนสลัวยาวนานที่ได้ผ่านพ้นไป ความหลงใหลในวิชาความรู้ของเขา ผสมผสานกับการที่แมตตีรู้สึกทึ่งในสิ่งที่เขาสอน เป็นส่วนสำคัญอันทำให้เขาสบายใจยามอยู่กับหล่อน ทั้งยังมีความรู้สึกอย่างอื่นอีก ซึ่งแม้จะกำหนดชี้ชัดได้ยาก ทว่ากลับงดงามเหนือกว่า และดึงดูดทั้งสองเข้าหากันด้วยความรู้สึกรื่นรมย์อันเงียบงันและคาดไม่ถึง นั่นคือ ความรู้สึกยามเห็นภาพดวงอาทิตย์เย็นเยียบคล้อยตกลงหลังเนินเขาในฤดูเหมันต์ หมู่เมฆลอยเลื่อนเหนือตอต้นข้าวสาลีสีทองบนเนินเขา หรือเงาสีน้ำเงินเข้มของต้นสนเฮ็มลอคบนพื้นหิมะกลางแดด คราวหนึ่งหล่อนเอ่ยกับเขาว่า “ดูราวกับมีใครมาทาสีไว้เชียวนะคะ” อีธานฟังแล้วรู้สึกว่า ศิลปะแห่งการให้คำจำกัดความไม่อาจไปไกลได้มากกว่านี้อีกแล้ว ในที่สุด เขาก็พบถ้อยคำที่จะเปล่งบรรยายจิตวิญญาณอันซ่อนเร้นของเขาออกมาได้
    ขณะยืนอยู่ในความมืดภายนอกโบสถ์ ความทรงจำเหล่านี้หวนกลับมาพร้อมกับความเจ็บปวดทิ่มแทงในสิ่งที่สูญหายไปแล้ว เมื่อได้เห็นแมตตีหมุนกายไปบนฟลอร์ผลัดเปลี่ยนคู่เต้นไปเรื่อยๆ เขาก็ได้แต่นึกสงสัย เขาคิดไปได้อย่างไรว่าหล่อนตื่นเต้นกับคำพูดน่าเบื่อของเขา สำหรับเขาเองแล้ว ไม่เคยรู้สึกสดชื่นรื่นเริงเลยยกเว้นยามอยู่กับหล่อน ท่าทีเบิกบานใจของหล่อนตอนนี้ดูจะเป็นข้อยืนยันชัดแจ้งว่าหล่อนไม่ได้มีใจให้เขา ใบหน้าของหล่อนยามเงยมองบรรดาคู่เต้นเป็นใบหน้าเดียวกับที่หล่อนมองเขา ทุกคราต่างก็เป็นสีหน้าที่ดูประดุจหน้าต่างที่รับภาพอาทิตย์ตกดินเสมอ เขายังสังเกตเห็นท่วงท่าสองหรือสามอย่างของหล่อน ซึ่งเขาก่อนหน้านี้เขาใหลหลงว่านั่นเป็นท่วงท่าที่หล่อนสงวนไว้ให้เขาเห็นคนเดียว ท่าแหงนศีรษะไปด้านหลังยามหล่อนชอบใจอะไรบางอย่าง คล้ายกับลองชิมรสชาติการหัวเราะก่อนจะปล่อยออกมาเต็มที่ และวิธีที่หล่อนหรี่ตาลงช้าๆ เมื่อเจอเรื่องใดน่าหลงใหลหรือเร้าใจ
    เขาไม่สบายใจกับภาพที่เห็น และความไม่สบายใจนี้ปลุกให้ความกลัวที่แฝงตัวอยู่ตื่นขึ้น ภรรยาของเขาไม่เคยมีท่าทีว่าจะหึงหวงแมตตี หากระยะหลังมานี้เธอมักบ่นเรื่องงานบ้าน และมักยกเรื่องโน้นเรื่องนี้ขึ้นมาตำหนิข้อบกพร่องของญาติสาวบ่อยขึ้น ตัวซีนาเองนั้นเป็นอย่างที่ชาวสตาร์กฟิลด์เรียกว่า ‘ขี้โรค’ และโฟรมยอมรับความจริงที่ว่า หากซีนาเจ็บป่วยหนักหนาจริงดังที่เธอเชื่อว่าตัวเองเป็น เธอย่อมต้องการมือไม้ที่แข็งแรงยิ่งกว่าวงแขนอรชนอ้อนแอ้นที่คล้องแขนเขาระหว่างเดินกลับบ้านไร่ตอนกลางคืน แมตตีไม่มีหัวด้านการจัดการงานบ้านเอาเสียเลย ถึงจะฝึกมาแล้วก็ไม่ได้ช่วยแก้ไขจุดบกพร่องนี้ได้ หล่อนหัวไวก็จริง ทว่ามักขี้หลงขี้ลืมและใจลอยอยู่บ่อยๆ อีกทั้งยังไม่สนใจจะปรับปรุงตัวอย่างจริงจัง อีธานเคยนึกๆ อยู่ว่า หากหล่อนแต่งงานกับชายผู้ที่หล่อนมีใจรักใคร่ สัญชาตญาณที่ซุกซ่อนอยู่ในตัวหล่อนคงจะตื่นขึ้นมา แล้วขนมพายและบิสกิตที่หล่อนทำก็จะอร่อยล้ำเป็นที่ภาคภูมิใจของคนทั้งตำบลก็เป็นได้ หากความจริงแล้ว หล่อนไม่ใส่ใจเรื่องงานบ้านงานเรือนแม้สักนิด ตอนมาช่วงแรกนั้นหล่อนก็เก้ๆ กังๆ เสียจนเขาอดหัวเราะไม่ได้ หล่อนพลอยหัวเราะไปกับเขาด้วย ซึ่งทำให้ทั้งสองรู้สึกสนิทสนมกันมากขึ้น เขาช่วยเท่าที่ทำได้ในส่วนที่หล่อนไม่ถนัด ยอมตื่นเช้ากว่าปกติเพื่อจุดไฟในเตาครัว กลางคืนก็ขนฟืนมาไว้ให้ ตอนกลางวันเขาผละจากโรงสีมาช่วยงานหล่อนในบ้าน เขาถึงกับแอบย่องลงมาขัดพื้นครัวทุกคืนวันเสาร์เมื่อหญิงทั้งสองหลับไปแล้ว และคืนหนึ่งเขาก็ต้องประหลาดใจเมื่อจู่ๆ ซีนาปรากฏตัวขึ้นข้างถังปั่นนม ก่อนจะหันเดินจากไปโดยไม่พูดอะไร ทิ้งไว้แต่สายตาพิกลแบบหนึ่งของเธอ
    พักหลังมานี้ยังมีอาการความไม่ชอบใจอื่นๆ อีกซึ่งจับความไม่ได้แน่ชัด ทว่าน่าวิตกยิ่งกว่าเก่า เช้าเย็นเยือกวันหนึ่งในฤดูหนาว เขากำลังแต่งตัวอยู่ในความมืด เปลวเทียนไหวเอนด้วยแรงลมจากหน้าต่างซึ่งมีช่องโหว่ เขาได้ยินเสียงเธอพูดมาจากเตียงข้างหลังว่า
    “หมอไม่อยากให้ฉันอยู่คนเดียวโดยไม่มีใครคอยช่วย” เธอพูดด้วยน้ำเสียงบ่นรำพึงรำพันเช่นเคย
    เขานึกว่าเธอหลับแล้ว เมื่อได้ยินเสียงเธอจึงถึงกับสะดุ้ง ถึงแม้ว่าเธอมีนิสัยชอบพูดโพล่งขึ้นหลังจากเงียบกริบไปนานคล้ายกับเก็บงำปริศนาลึกลับไว้ก็ตาม
    เขาหันไปมองดูซีนาซึ่งนอนอยู่เห็นเพียงรางๆ ใต้ผ้านวมลายดอกสีเข้ม โหนกแก้มสูงบนใบหน้าของเธอเห็นเป็นสีเทาเพราะความขาวของหมอนที่หนุนอยู่
    “ไม่มีใครคอยช่วยคุณหรือ” เขาย้อนถาม
    “ถ้าเธอบอกว่า เราไม่มีเงินจ้างคนรับใช้มาช่วยหลังจากแมตตีไปแล้ว”
    โฟรมหันหลังให้เธออีกครั้ง หยิบมีดโกนมาถือพร้อมกับก้มตัวลงมองภาพใบหน้าใหญ่กางของเขาในกระจกเงาเปื้อนเป็นด่างดวงเหนืออ่างล้างหน้า
    “แล้วแมตตีจะไปที่ไหนรึ”
    “คือ ฉันหมายถึงว่า ถ้าเกิดหล่อนแต่งงานแต่งการไปกับใคร” เสียงพูดเนิบๆ ของภรรยาดังมาจากข้างหลังของเขา
    “ตราบเท่าที่คุณยังต้องการให้หล่อนอยู่ช่วย หล่อนคงไม่ทิ้งเราไปไหนหรอก” เขาตอบกลับไปพลางเกาคางแรงๆ
    “ฉันไม่อยากให้ใครมาว่าเอาได้นี่ว่า ฉันเป็นตัวถ่วงไม่ให้เด็กสาวน่าสงสารเช่นแมตตี ได้แต่งงานกับหนุ่มดีๆ อย่างเดนิส อีเดะ” น้ำเสียงของซีนาเหมือนน้อยเนื้อต่ำใจ
    อีธานจ้องมองใบหน้าตนเองในกระจก และแหงนหน้าไปข้างหลังขณะลากมีดโกนจากหูมาถึงคาง มือของเขายังมั่นคงดี แต่ท่านี้ก็เป็นข้ออ้างทำให้เขาไม่ต้องตอบ
    “แล้วหมอก็ไม่อยากให้ฉันอยู่คนเดียวในบ้านโดยไม่มีคนช่วย” ซีนาพูดต่อ “เขาอยากให้ฉันลองคุยกับเธอเรื่องเด็กสาวที่เขาเคยได้ชื่อมา ว่าอาจจะมา...”
    อีธานวางมีดโกนลงและยืดตัวขึ้นพร้อมกับหัวเราะหึๆ
    “เดนิส อีเดะรึ ถ้าไม่มีใครอีก ผมว่าเราคงไม่ต้องรีบร้อนมองหาใครมาช่วยงานหรอก”
    “ฉันก็แค่อยากจะคุยกับเธอดู” ซีมาเอ่ยมาอีกอย่างดึงดัน
    เขาคลำสะเปะสะปะหาเสื้อผ้าแล้วลงมือสวมอย่างรีบเร่ง “ได้สิ เพียงแต่ตอนนี้ผมยังคุยไม่ได้ นี่ก็สายแล้ว” เขาตอบ พร้อมกับถือนาฬิกาแขวนเก่าเรือนใหญ่เดินเข้าหาเทียน
    ซีนาคงจะยอมเข้าใจว่าต้องยุติการพูดคุยไว้เท่านี้ จึงนอนมองเขาอย่างเงียบๆ ขณะที่เขาดึงสายโยงกางเกงขึ้นคล้องไหล่และกระตุกสอดแขนเข้าแขนเสื้อโค้ต แต่พอเขาเดินไปที่ประตู เธอก็เอ่ยขึ้นอย่างทันทีทันใดและจงใจให้เสียงนิ่งอย่างเชือดเฉือน “ฉันทายว่าเธอคงสายประจำ เพราะเดี๋ยวนี้เธอโกนหนวดทุกเช้าเลยนี่”
    ความหมายรุนแรงในคำพูดของเธอทำให้เขาตกใจยิ่งกว่าการเอ่ยเป็นนัยคลุมเครือเรื่องเดนิส อีเดะหลายเท่านัก เป็นความจริงว่าเขาโกนหนวดทุกวันนับตั้งแต่แมตตี ซิลเวอร์มาอยู่ที่บ้าน ทว่าภรรยาของเขาทำท่าเหมือนกำลังหลับอยู่ทุกวันตอนเขาลุกจากเตียงตอนเช้ามืด และเขาก็โง่จนนึกไปว่าเธอไม่ได้สังเกตเห็นความเปลี่ยนในสีหน้าท่าทางของเขา ที่ผ่านมาเขาเคยกังวลบ้างกับนิสัยของซีโนเบียที่มักจะปล่อยให้อะไรๆ เป็นไปโดยไม่ปริปากพูดถึง หลายสัปดาห์ให้หลัง เธอถึงจะพูดถึงเรื่องดังกล่าวขึ้นอย่างธรรมดาๆ เผยถึงความจริงที่ว่า เธอสังเกตเห็นสิ่งนั้นมาโดยตลอดและคิดสรุปเรื่องราวอยู่ในใจแล้ว ทว่าในช่วงหลังนี้เขามัวแต่คิดเรื่องอื่นจนลืมนึกถึงความกังวลเล็กน้อยเช่นนั้นไปเสียสนิท ตัวซีนาเองจากที่เคยเป็นความจริงอันบีบคั้นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ก็ยังเลือนลงกลายเป็นเงามัวๆ ไม่แจ่มชัด ชีวิตและลมหายใจของเขาอาศัยอยู่ด้วยภาพและเสียงของแมตตี ซิลเวอร์เท่านั้น และเขาจินตนาการไม่ออกเสียแล้วว่าจะอยู่ได้อย่างไรหากปราศจากสิ่งนั้น ทว่าบัดนี้ ยามที่เขายืนอยู่นอกโบสถ์ และเห็นแมตตีหมุนตัวไปตามฟลอร์เต้นรำกับเดนิส อีเดะ สัญญาณและภัยคุกคามต่าง ๆ ซึ่งเขาไม่เคยเก็บมาใส่ใจ กลับก่อตัวขึ้นเป็นเมฆทะมึนอยู่ในสมองของเขา...


    บทที่ 2

ขณะที่บรรดานักเต้นทยอยเดินออกมาจากห้องใต้ดิน โฟรมถอยเข้าหลบหลังประตูกันหิมะซึ่งสร้างยื่นล้ำออกมา จับตาดูผู้คนในชุดกันหนาวพิลึกพิลั่นที่เดินออกมาเป็นกลุ่มๆ บางครั้งแสงตะเกียงที่เคลื่อนไหวไปข้างหน้าก็ส่องให้เห็นใบหน้าแดงระเรื่อด้วยฤทธิ์อาหารและการออกแรงเต้นรำ คนจากหมู่บ้านซึ่งต้องเดินกลับปีนเนินขึ้นไปยังถนนสายหลักเป็นกลุ่มแรก ส่วนเพื่อนบ้านที่อยู่ห่างไกลออกไปนั้นยังไม่รีบร้อนนัก พากันเตรียมตัวขึ้นเลื่อนซึ่งจอดอยู่ในเพิง “เธอไม่ได้ขับเลื่อนมาหรอกหรือ แมตตี” เสียงผู้หญิงดังขึ้นจากกลุ่มคนบริเวณเพิงจอดเลื่อน อีธานหัวใจเต้นแรงทันที เขายังมองไม่เห็นตัวคนกลุ่มนี้จนกระทั่งได้พากันเดินเลยด้านที่เป็นไม้ของประตูกันหิมะไปสองสามก้าว แต่จากช่องประตูเขาได้ยินเสียงใสๆ ตอบมา “ไม่หรอกค่ะ คืนอากาศแบบนี้ฉันไม่เอาด้วยแน่”
    หล่อนอยู่ตรงนั้นเอง ใกล้กับเขาแค่กระดานแผ่นบางๆ กั้น อีกไม่กี่อึดใจหล่อนก็จะก้าวออกมาข้างนอก และนัยน์ตาเขาซึ่งชินกับแสงสลัวดีอยู่แล้ว จะมองเห็นหล่อนกระจ่างชัดราวกับหล่อนอยู่กลางแดดทีเดียว เขาเกิดประหม่าขึ้นมาวูบ จนต้องผละถอยกลับเข้าสู่ความมืดริมผนังโบสถ์ เขายืนนิ่งอยู่เช่นนั้นแทนที่จะออกไปพบหล่อน นี่ก็เป็นความพิศวงอย่างหนึ่งในความสัมพันธ์ของคนทั้งสอง นั่นคือ นับแต่เริ่มแรก แมตต์ซึ่งว่องไว ละเอียดอ่อน และกล้าพูดกล้าแสดงออกมากกว่าเขา ไม่ได้ใช้ความแตกต่างข้อนี้มาบีบคั้นเขา หล่อนทำตัวสบายๆ และให้อิสระกับเขา ทว่าบัดนี้เขารู้สึกเงอะงะเคอะเขินราวกับสมัยยังเป็นนักศึกษาและลอง ‘หยอก’ สาวๆ ในวูซเตอร์ตอนไปเที่ยว
    เขายังคงหลบอยู่เช่นนั้น จนหล่อนเดินออกมาข้างนอกตามลำพัง และหยุดยืนอยู่ห่างจากเขาเพียงไม่กี่หลา หล่อนแทบจะออกจากห้องโถงมาเป็นคนสุดท้าย ยืนหันรีหันขวางอย่างเก้อๆ ราวกับกำลังนึกสงสัยว่าเหตุใดเขายังไม่มา ทันใดนั้นร่างชายผู้หนึ่งก็เดินตรงเข้ามา เข้าไปใกล้หล่อนจนกระทั่งเงาของสองร่างในชุดห่อหุ้มเทอะทะนั้นดูจะกลืนเป็นเงาเดียวกัน
    “พ่อสุภาพบุรุษนั่นหนีกลับบ้านไปแล้วหรือไง ฮึ แมตตี ฉันว่าเธอลำบากแล้วล่ะ แต่ฉันไม่ใช่คนใจดำที่จะเก็บไปเล่าให้พวกสาวๆ ฟังหรอกนะ ฉันยังไม่เลวถึงขนาดนั้น” (โฟรมเกลียดคำเย้าของไอ้หมอนี่นัก) “แต่นี่แน่ะ โชคดีของเธอที่เลื่อนของพ่อฉันจอดรอเราอยู่ทางโน้นพอดี”
    โฟรมได้ยินเสียงร่าเริงของเด็กสาวพูดตอบเหมือนไม่เชื่อ “แล้วเลื่อนของพ่อคุณดันไปอยู่ตรงโน้นได้ยังไงกัน”
    “ก็รอให้ฉันนั่งกลับบ้านยังไงเล่า ม้าของฉันเป็นม้าสีขาวแซมน้ำตาลด้วยนะ ฉันเหมือนจะรู้ว่าต้องนั่งกลับไปคืนนี้” แม้ว่าอีเดะคงจะลิงโลดอยู่ในใจ แต่ก็ยังพยายามพูดเศร้าๆ กลบน้ำเสียงโอ้อวดของตน
    เด็กสาวดูจะลังเล โฟรมเห็นหล่อนใช้นิ้วพันปลายผ้าพันคอเล่นอย่างใจลอย ไม่ว่าอย่างไรเขาก็จะไม่มีวันแสดงตัวออกไปตอนนี้ แม้จะรู้สึกว่าความเป็นความตายของเขาขึ้นอยู่กับท่าทีของหล่อนก็ตาม
    “เธอรออยู่ตรงนี้นะ ฉันจะไปปลดม้า” เดนิสร้องบอกหล่อนพลางสาวเท้าไปทางเพิงจอดเลื่อน
    หล่อนยืนนิ่งไม่ไหวติง สายตามองตามหลังเด็กหนุ่ม มีอาการรอคอยอย่างเงียบสงบซึ่งทรมานใจคนแอบเฝ้ามองเหลือแสน โฟรมสังเกตว่าหล่อนไม่ได้หันไปมองรอบข้างแล้ว แต่ดูเหมือนจะจ้องไปในความมืดเพื่อหาร่างอีกร่างหนึ่ง หล่อนปล่อยให้อีเดะเดินจูงม้ามา ปีนขึ้นไปนั่งบนเลื่อนและโยนหนังหมีทิ้งไปข้างหลังเพื่อจัดที่ข้างๆ ให้หล่อน ทันใดนั้นหล่อนก็หมุนตัวว่องไวคล้ายกระโจนหนี ตรงรี่ไปทางเนินด้านหน้าโบสถ์
    “สวัสดี นั่งเลื่อนให้สนุกนะ” หล่อนหันกลับมาร้องบอกเด็กหนุ่ม
    เดนิสหัวเราะ จากนั้นก็หวดม้าทีหนึ่งจนม้าโผนขึ้นมาขนาบข้างเด็กสาวที่เดินห่างออกไป
    “มาด้วยกันดีกว่าน่า รีบขึ้นมาเถอะ ตรงหัวมุมถนนหิมะลื่นน่ากลัวมากเชียวนะ” เขาร้อง พลางโน้มตัวเอื้อมมือเพื่อจะจับมือหล่อน
    หล่อนหัวเราะให้เด็กหนุ่ม “ราตรีสวัสดิ์นะ ฉันไม่ไปหรอก”
    ถึงตอนนี้ทั้งคู่อยู่ไกลออกไปจนโฟรมไม่ได้ยินเสียงแล้ว เขาได้แต่มองร่างตะคุ่มคล้ายกำลังแสดงละครใบ้ของคนทั้งสองขณะที่ขึ้นเนินชันเหนือเขาขึ้นไป ครู่ต่อมาเขาเห็นอีเดะกระโดดลงจากเลื่อน เดินตรงไปหาเด็กสาวโดยยังถือสายบังเหียนในมือข้างหนึ่ง แล้วก็เห็นเด็กหนุ่มพยายามจะคล้องแขนหล่อน แต่หล่อนเลี่ยงไปได้อย่างนิ่มนวล และหัวใจของโฟรมซึ่งราวกับจะหลุดลอยไปยังความเวิ้งว้างดำมืดนั้น ก็กลับมาเต้นอย่างมั่นคงอีกครั้ง ครู่ต่อมาเขาได้ยินเสียงกระดิ่งจากเลื่อนที่แล่นจากไป และพอจะเห็นร่างที่ก้าวเดินไปตามหิมะเวิ้งว้างเบื้องหน้าโบสถ์ตามลำพังได้รางๆ
    เขาเดินไปทันหล่อนใต้เงามืดของต้นสนสปรูซของวาร์นัม หล่อนหันมาและร้องขึ้นทันที “อุ๊ย”
    “คิดว่าฉันลืมเธอไปแล้วหรือไง แมตต์” เขาถามกึ่งยิ้มกึ่งอาย
    หล่อนตอบมาอย่างเคร่งขรึม “ฉันคิดว่าคุณอาจจะกลับมารับฉันไม่ได้”
    “ไม่ได้หรือ อะไรจะมาห้ามฉันไว้เล่า”
    “ฉันรู้ว่าวันนี้ซีนารู้สึกไม่ค่อยสบายน่ะค่ะ”
    “อ๋อ ซีนาเข้านอนไปตั้งนานแล้ว” เขาเว้นระยะ ด้วยคำถามหนึ่งอัดอยู่ในอก “นี่เธอคิดจะเดินกลับบ้านไปคนเดียวแบบนี้น่ะหรือ”
    “ฉันไม่กลัวหรอก” หล่อนหัวเราะ
    ทั้งสองยืนอยู่ใกล้กันใต้เงาสลัวของทิวสนสปรูซ โลกที่ว่างเปล่าทอประกายวอมแวมเป็นสีเทากว้างใหญ่อยู่ใต้ดวงดาว ในที่สุดเขาก็หลุดปากถามออกไปว่า
    “ถ้าเธอคิดว่าฉันไม่มา ทำไมเธอไม่นั่งเลื่อนไปกับเดนิส อีเดะล่ะ”
    “ตายจริง คุณอยู่ตรงไหนน่ะ คุณรู้ได้ยังไง ฉันไม่ยักเห็น”
    คำถามงุนงงของหล่อนกับเสียงหัวเราะของเขาดังประสานกันราวกับลำธารสายเล็กๆ ไหลรินหลังหิมะละลาย อีธานรู้สึกคล้ายกำลังใช้ลูกไม้แพรวพราว และเพื่อยื้อให้ความรู้สึกนี้คงอยู่ต่อไป เขาพยายามเฟ้นหาคำพูดมากลบเกลื่อน โดยร้องขึ้นดังๆ อย่างลิงโลดว่า “ไปกันเถอะ”
    เขาคล้องแขนหล่อนเช่นที่อีเดะทำเมื่อครู่ที่ผ่านมา และเกิดความรู้สึกคล้ายแขนถูกกดเข้าแนบกับลำตัวหล่อน ทว่ายังไม่มีใครขยับตัวเดิน ใต้ต้นสนสปรูซมืดจนเขาแทบจะมองไม่เห็นรูปศีรษะของผู้ที่อยู่ข้างไหล่เขา เขาอยากจะเอียงแก้มลงไปแนบกับผ้าโพกหัวของหล่อน เขายินดีที่จะยืนอยู่ตรงนั้นกับหล่อนทั้งคืนท่ามกลางความมืดมิด หล่อนเดินไปข้างหน้าก้าวหรือสองก้าว แล้วจึงหยุดอีกครั้งเหนือเนินลาดของถนนคอร์บูรี บนลาดน้ำแข็งเต็มไปด้วยรอยเลื่อนหิมะขีดครูดทิ้งไว้นับไม่ถ้วน ดูประหนึ่งกระจกเงาในโรงแรมซึ่งถูกนักท่องเที่ยวขูดเป็นรอย
    “ก่อนพระจันทร์ตกมีคนมาเล่นเลื่อนหิมะกันโขเลยค่ะ” หล่อนเอ่ยขึ้น
    “เธออยากจะมาเล่นดูบ้างสักคืนไหมล่ะ” เขาถาม
    “คุณจะพาฉันมาหรือคะ อีธาน ถ้าได้ก็ดีสิคะ”
    “เราจะมากันถ้าคืนพรุ่งนี้พระจันทร์สว่าง”
    หล่อนยืนอ้อยอิ่งอยู่ตรงนั้น แนบตัวเข้าชิดร่างเขามากขึ้น “เน็ด เฮลกับรูธ วาร์นัมไม่รู้เล่นกันท่าไหน เกือบจะพุ่งชนต้นเอลม์ใหญ่เข้าแน่ะค่ะ เรานึกว่าจะพากันตายเสียทั้งคู่แล้ว” เขารู้สึกได้จากแขนที่คล้องอยู่ว่าหล่อนตัวสั่น “นึกๆ ดูก็น่ากลัวเหลือเกิน สองคนนั้นกำลังมีความสุขกันแท้ๆ”
    “เน็ดบังคับเลื่อนหิมะไม่ค่อยเก่งหรอก แต่ฉันจะพาเธอลงเนินได้สบายๆ” เขาพูดเจือด้วยน้ำเสียงดูถูก
    เขารู้ตัวดีว่ากำลัง ‘คุยโว’ แบบเดียวกับเดนิส อีเดะ ทว่าความรู้สึกครึ้มใจทำให้เขาควบคุมตัวเองไม่ได้ อีกทั้งน้ำเสียงที่พูดถึงคู่หมั้นทั้งสองว่า ‘สองคนนั้นกำลังมีความสุขกันแท้ๆ’ ทำให้ฟังดูคล้ายกับหล่อนกำลังนึกถึงตัวเองกับเขาอยู่ในใจ
    “แต่ถึงยังไงต้นเอลม์นั่นก็ยังอันตรายอยู่ดี ฉันว่าน่าจะโค่นทิ้งเสียดีกว่า” หล่อนยังยืนกรานเช่นเดิม
    “เธอยังจะกลัวอีกไหมถ้าเล่นกับฉัน”
    “ฉันบอกแล้วไงคะ ว่าฉันไม่ใช่คนกลัวอะไรง่ายๆ” หล่อนโต้กลับมาด้วยน้ำเสียงแทบจะเฉยชา แล้วจู่ๆ ก็รีบสาวเท้าออกเดินฉับๆ
    อารมณ์ที่ผันผวนไปมาเช่นนี้ทำให้อีธาน โฟรมทั้งเศร้าทั้งรื่นรมย์ ความคิดของหล่อนช่างแปรปรวนอย่างทำนายไม่ได้ดุจเดียวกับนกกระโดดไปมาบนกิ่งไม้ การที่เขาไม่มีสิทธิ์ที่จะแสดงออกถึงความรู้สึกแท้จริง และกระตุ้นให้หล่อนเผยความรู้สึกออกมา ยิ่งทำให้เขาต้องพยายามจับอากัปกิริยาและน้ำเสียงของหล่อนที่เปลี่ยนไปทุกๆ อย่าง คราใดเขาคิดว่าหล่อนเข้าใจเขา เขาก็จะกลัว แต่คราใดที่เขามั่นใจว่าหล่อนไม่รู้ความรู้สึกเขา เขาก็จะเศร้า ในคืนนี้ ความวิตกเคลือบแคลงที่แบกสะสมไว้ได้ประดังขึ้น จนให้ความหนักหน่วงนั้นจมดิ่งไปเป็นความเศร้าหมอง และท่าทีเฉยเมยของหล่อนก็ยิ่งน่าหวาดหวั่น ภายหลังจากความปลาบปลื้มโล่งใจที่หล่อนมอบให้เขาด้วยการปฏิเสธเดนิส อีเดะ เขาเดินขึ้นเนินสกูล เฮาส์ ฮิลล์ไปข้างๆ หล่อน และเดินไปอย่างเงียบงันจนกระทั่งทั้งสองไปถึงเส้นทางที่แยกไปโรงสี ตอนนั้นความต้องการความมั่นใจของเขาก็ถึงจุดที่ไม่อาจทนนิ่งอยู่ได้อีก
    “ถ้าตอนนั้นเธอไม่กลับไปเต้นรำรอบหลังสุดกับเดนิส เธอก็จะเห็นฉันรออยู่ตรงหน้าประตู” เขาเอ่ยขึ้นอย่างลังเลอึกอัก ขณะเอ่ยชื่อนั้นเขาเกิดลำคอแข็งตีบตันขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
    “เอ๊ อีธาน ฉันจะรู้ได้ยังไงคะว่าคุณรออยู่ข้างนอก”
    “ถ้างั้นที่คนเขาพูดกันก็คงจะจริง” เขาย้อนถามหล่อนแทนคำตอบ
    หล่อนหยุดกึก แม้จะมืดเขาก็รู้สึกได้ว่าหล่อนเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างฉับพลัน “คนเขาพูดว่าอะไรคะ”
    “มันของธรรมดาอยู่แล้วที่ต่อไปเธอจะไม่อยู่บ้านเรา” เขาหลุดปากตะกุกตะกักถึงสิ่งที่ใจคิด
    “เขาพูดกันอย่างนี้เองหรือ” หล่อนย้อนถามอย่างเย้ยหยัน แล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงหวานแหลม “คุณหมายความว่า ซีนาไม่ต้องการให้ฉันอยู่ช่วยงานแล้วล่ะสิ” หล่อนเสียงเครือในตอนท้าย
    แขนของทั้งคู่หลุดออกจากกัน ทั้งสองยืนนิ่ง พยายามเพ่งมองใบหน้าเลือนรางของอีกฝ่าย
    “ฉันรู้ว่าฉันไม่ได้เรื่องได้ราวอะไรเลย” หล่อนพูดต่อขณะที่เขาอ้ำอึ้งจนด้วยถ้อยคำ “งานหลายอย่างของคนทำงานบ้านฉันก็ทำได้ไม่คล่อง แขนฉันก็ไม่มีเรี่ยวมีแรง แต่ถ้าซีนาบอกฉันสักคำ ฉันก็จะพยายามปรับปรุงตัว คุณก็รู้ว่าเธอไม่เคยพูดอะไรกับฉันเลย บางครั้งฉันดูออกว่าเธอไม่ชอบใจฉัน แต่ฉันคิดไม่ออกว่าเป็นเพราะอะไร” หล่อนหันมาหาเขาพร้อมกับแววตาโกรธขึ้งที่ฉายขึ้นแวบหนึ่ง “คุณควรจะบอกฉันนะคะ อีธาน โฟรม คุณควรจะบอกฉัน เว้นเสียแต่คุณเองก็อยากให้ฉันไป”
    เว้นเสียแต่เขาเองอยากให้หล่อนไป อา ถ้อยคำนี้เป็นดั่งยาสมานแผลเจ็บปวดของเขา สรวงสวรรค์สีเทาดูเหมือนจะหลอมละลายและส่งความอ่อนหวานโปรยปรายลงมา อีกครั้ง ที่เขานึกหาถ้อยคำที่จะเผยความรู้สึกทั้งมวลออกมา และอีกครั้ง ที่เขาคล้องแขนหล่อนและพูดด้วยเสียงทุ้มลึกได้เพียงแค่ว่า “ไปกันเถอะ”
    ทั้งสองเดินกันเงียบๆ ไปตามถนนซึ่งมืดสลัวใต้ร่มเงาของทิวสนเฮ็มลอค แลเห็นโรงสีของอีธานตะคุ่มอยู่ในความมืด จากนั้นก็เดินออกไปสู่ทุ่งโล่งซึ่งมีแสงสว่างมากขึ้น พ้นจากแนวต้นสนเฮ็มลอคออกมาเป็นท้องไร่แผ่กว้าง ดูเป็นสีเทาอ้างว้างอยู่ภายใต้ดวงดาวบนท้องฟ้า บางครั้งก็เดินลอดต้นไม้ที่ทอดกิ่งใบลงมาเหนือเส้นทาง หรือผ่านหมู่ต้นไม้ไร้ใบที่มองดูสลัวมัวหม่น บางครั้งจะเห็นบ้านกลางทุ่งโผล่ขึ้นมาให้เห็นไกลๆ ดูเย็นชาและแน่นิ่งราวกับป้ายหินเหนือหลุมศพ ค่ำคืนช่างสงบงันจนทั้งสองได้ยินเสียงหิมะที่จับตัวเป็นน้ำแข็งแตกเป๊าะอยู่ใต้เท้ายามที่เดิน เสียงกิ่งไม้หักครืนเพราะน้ำหนักหิมะดังก้องกังวานออกไปไกลในป่า ฟังคล้ายเสียงสะท้อนจากปืนยาว หมาจิ้งจอกคำรามขึ้นครั้งหนึ่ง แมตตีผวาเข้าใกล้อีธานพร้อมกับเร่งฝีเท้าขึ้น
    ในที่สุดทั้งสองก็มองเห็นทิวสนลาร์คที่หน้าประตูบ้านของอีธาน ขณะเดินเข้าไปจวนจะถึง ความรู้สึกที่ว่าการเดินในคืนนี้สิ้นสุดลงแล้วทำให้อีธานนึกหาคำพูดจนออกมาได้
    “เป็นอันว่าเธอยังไม่อยากไปจากบ้านเราใช่ไหม แมตต์”
    เขาต้องเอียงศีรษะลงมาเพื่อจะจับเสียงกระซิบอันตะกุกตะกักของหล่อน “แล้วฉันจะไปไหนได้คะ สมมุติว่าฉันอยากไป”
    คำตอบนี้ทำให้เขาสะดุ้งในอก ทว่าน้ำเสียงของหล่อนทำให้ความรู้สึกยินดีแผ่ซ่านไปทั่วร่าง เขาลืมเรื่องอื่นที่ตั้งใจจะพูดไปสิ้น ดึงร่างแมตตีมาแนบชิดจนเลือดในกายของเขาแทบจะรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นของหล่อน
    “เธอร้องไห้หรือเปล่า แมตต์”
    “เปล่านี่คะ ฉันเปล่าร้องสักหน่อย” หล่อนตอบเสียงเครือ
    ทั้งสองเข้าประตูและเดินไปถึงเนินมืดครึ้มซึ่งมีรั้วเตี้ยๆ ล้อมไว้ หินป้ายหลุมศพของคนตระกูลโฟรมตั้งเอียงกระเท่เร่ขึ้นมาจากพื้นหิมะ อีธานจ้องมองอย่างนึกประหลาดใจ หลายปีมาแล้วที่หมู่ป้ายหลุมศพเงียบเชียบส่งสายตามาเยาะเย้ยความทุรนทุราย ความปรารถนาที่จะเปลี่ยนชีวิตและแสวงหาอิสรภาพของเขา 'พวกเราเองยังไม่ได้ไปไหน แล้วแกจะไปได้อย่างไร' ราวกับป้ายทุกป้ายสลักถ้อยคำนี้เอาไว้ และทุกคราวที่เขาเดินเข้าหรือออกประตูรั้ว เขาจะคิดขึ้นมาด้วยความรู้สึกสะท้านเยือกในอก ‘ฉันคงต้องอยู่ที่นี่ไปจนถึงคราวที่ต้องไปนอนอยู่ข้างๆ พวกนั้น’ ทว่าบัดนี้ความปรารถนาการเปลี่ยนแปลงมลายหายไปสิ้น ภาพหลุมฝังศพในรั้วล้อมกลับให้ความรู้สึกทุกสิ่งเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมั่นคงชวนให้อุ่นใจ
    “ฉันว่าเราคงไม่ยอมให้เธอไปหรอก แมตต์” เขากระซิบออกไป ประหนึ่งว่าแม้กระทั่งคนตายผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นคนรักกัน ก็ต้องเห็นดีเห็นงามกับเขาที่จะรั้งตัวหล่อนไว้ ขณะเดินเฉียดผ่านหลุมศพไป เขาคิดขึ้น ‘เราจะอยู่ที่นี่ด้วยกันตลอดไป และเมื่อถึงวันหนึ่ง หล่อนก็จะนอนอยู่เคียงข้างฉันบนเนินแห่งนี้’
    เขาปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับภาพจินตนาการนั้นขณะที่เดินขึ้นเนินไปยังตัวบ้าน ไม่เคยเลยที่เขาจะสุขใจยามอยู่กับหล่อนเหมือนกับขณะที่เขาปล่อยใจล่องลอยไปในความคิดฝันทำนองนี้ เมื่อเดินขึ้นเนินไปได้ครึ่งทาง แมตตีก็สะดุดอะไรบางอย่างเข้า และดึงแขนเสื้อเขาไว้เพื่อทรงตัวไม่ให้ล้ม กระแสความอบอุ่นที่วาบขึ้นในกายเขาราวกับจะหน่วงให้ภาพฝันนั้นยาวนานออกไปอีก เป็นครั้งแรกที่เขาถือโอกาสโอบร่างหล่อน และหล่อนไม่ได้แข็งขืน ทั้งสองเดินต่อไปคล้ายกำลังละล่องไปกับลำธารในฤดูร้อน
    ปกติซีนาจะเข้านอนทันทีหลังจากกินอาหารค่ำเสร็จ และหน้าต่างไร้บานเกล็ดทุกบานของบ้านก็มักจะมืดอยู่ตอนกลับมาเสมอ ซากเถาแตงกวาห้อยจากเฉลียงหน้าดูคล้ายริ้วธงไว้ทุกข์ให้คนตายที่ผูกติดไว้กับประตูบ้าน ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในใจของอีธาน ‘ถ้าธงนี้ห้อยไว้สำหรับซีนา...’ ทันใดนั้นเขาก็นึกเห็นภาพรางเลือนของภรรยานอนหลับอยู่ในห้องนอน ปากเผยออ้าเล็กน้อย ฟันปลอมของเธอถอดใส่ไว้ในถ้วยแก้วไม่มีหูข้างเตียง
    ทั้งสองเดินอ้อมไปทางหลังบ้านท่ามกลางพุ่มกูสเบอร์รีที่ยืนแข็งทื่ออยู่เป็นหมู่ วันไหนที่ทั้งคู่กลับมาจากหมู่บ้านตอนดึก ซีนาจะวางกุญแจประตูครัวไว้ใต้เสื่อ อีธานยืนอยู่หน้าประตู ศีรษะหนักอึ้งไปด้วยภาพฝัน แขนของเขายังคงโอบร่างของแมตตีไว้ “แมตต์” เขาเอ่ยขึ้นทั้งที่ไม่รู้ว่าจะพูดสิ่งใดต่อไป
    หล่อนชักแขนออกจากแขนเขาโดยไม่พูดไม่จา เขาจึงก้มตัวลงคลำหากุญแจ
    “กุญแจไม่อยู่นี่” เขาพูด ยืดตัวขึ้นด้วยความตกใจ
    ทั้งสองเพ่งสายตาฝ่าความมืดเย็นยะเยือกจ้องหน้ากันและกัน เหตุการณ์เช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
    “เธออาจจะลืมก็ได้” แมตตีกระซิบขึ้นด้วยเสียงสั่นน้อยๆ แต่ทั้งสองรู้ดีว่าซีนาไม่มีวันลืมเด็ดขาด
    “กุญแจคงตกบนหิมะ” แมตตีพูดต่อ หลังจากการเว้นระยะซึ่งทั้งสองยืนนิ่งฟังเสียงอย่างตั้งใจ
    “ถ้างั้นมันคงหล่นไปตอนที่เราคลำหา” เขาตอบด้วยน้ำเสียงคล้ายกัน ความคิดในทางร้ายพุ่งพล่านขึ้นในใจเขา จะทำอย่างไรถ้ามีคนแปลกหน้าย่องเข้ามาในบ้าน จะทำอย่างไรถ้า...
    เขาหยุดนิ่งฟังอีกครั้งหนึ่ง รู้สึกคล้ายได้ยินเสียงแว่วมาไกลๆ จากในบ้าน จากนั้นจึงคลำหาไม้ขีดในกระเป๋าและหยิบขึ้นมาจุด เขาคุกเข่าลง ยื่นแสงจากไม้ขีดไปใกล้ขอบหิมะตะปุ่มตะป่ำริมบันไดหน้าบ้าน
    เขายังคงคุกเข่าอยู่ ตอนที่นัยน์ตาซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับบานประตูด้านล่างมองเห็นแสงสว่างจางๆ ใต้ประตู ใครกันหนอที่เดินอยู่ในบ้านอันเงียบเชียบเช่นตอนนี้ เขาได้ยินเสียงฝีเท้าที่บันได วูบนั้นเขานึกไปถึงพวกคนจรที่ลักลอบเข้าไปในบ้านอีกครั้ง แล้วประตูก็เปิดออก และเขาเห็นภรรยายืนอยู่
    ร่างสูงใหญ่หนาตันของหล่อนปรากฏขึ้นโดยมีความมืดของห้องครัวเป็นฉากหลัง มือข้างหนึ่งยังกำผ้านวมไว้ในราวอกแบนราบ อีกมือหนึ่งถือตะเกียง แสงตะเกียงที่ชูขึ้นในระดับคาง ส่องให้เห็นลำคอเหี่ยวย่นและข้อมือปูดโปนของมือข้างที่กำปลายผ้านวมไว้ ทั้งยังจับให้เห็นส่วนที่ยุบบุ๋ม และส่วนที่โปนขึ้นมาบนใบหน้าโหนกแก้มสูงของหล่อน ซึ่งอยู่ถัดลงมาจากกิ๊บหนีบผมที่หนีบไว้รอบวงหน้า สำหรับอีธานผู้ยังเคลิ้มอยู่ในความรู้สึกอ่อนหวานงงงวยจากการได้อยู่กับแมตตี ภาพที่เห็นช่างแจ่มชัดต่อสายตาเช่นเดียวกับภาพฝันสุดท้ายก่อนจะตื่นขึ้น เขารู้สึกราวกับว่าไม่เคยได้รู้มาก่อนหน้านี้เลยว่าภรรยามีหน้าตาเยี่ยงไร
    ซีนาขยับตัวไปด้านข้างโดยไม่พูดอะไร แมตตีกับอีธานเดินผ่านเธอเข้าไปในห้องครัว ซึ่งหนาวเหน็บประหนึ่งห้องเก็บศพหลังจากผ่านห้วงราตรีอันเย็นเยียบและแห้งแล้ง
    “คุณลืมเราไปแล้วสิท่า ซีนา” อีธานเย้าขึ้นพลางกระทืบเท้าให้หิมะหลุดจากรองเท้า
    “เปล่า ฉันแค่รู้สึกแย่จนนอนไม่หลับเท่านั้นเอง”
    แมตตีเดินเข้ามาพร้อมกับถอดชุดกันหนาวออกจากตัว ริมฝีปากและแก้มของหล่อนแดงจัดเหมือนสีผ้าโพกศีรษะ “โธ่ ซีนา ฉันขอโทษนะ มีอะไรที่ฉันจะช่วยได้หรือเปล่า”
    “ไม่มีหรอก” ซีนาหันหน้าไปอีกทาง “อันที่จริงเธอน่าจะสะบัดหิมะข้างนอกนะ” เธอกล่าวกับสามี
    เธอเดินออกจากครัวไปก่อนคนทั้งสอง และหยุดยืนในห้องโถง ยืดแขนที่ถือตะเกียงออกมาจนสุด คล้ายจะส่องทางให้คนทั้งสองขึ้นบันได
    อีธานรีรออยู่เช่นกัน เขาทำทีเป็นคลำหาหมุดที่จะแขวนเสื้อโค้ตและหมวกแก๊ป ประตูห้องนอนสองห้องหันหน้าประจันกันอยู่บนชานบันไดแคบๆ ชั้นบน และคืนนี้เขารู้สึกขัดแย้งในใจอย่างรุนแรง เมื่อนึกว่าแมตตีจะเห็นภาพเขาเดินเข้าห้องนอนตามหลังซีนาไป
    “ผมกะว่าจะอยู่ข้างล่างสักพักแล้วค่อยขึ้นไป” เขาพูด พร้อมกับหันหลังจะกลับเข้าครัว
    ซีนาหยุดอยู่กับที่และมองจ้องเขา “ให้ตายสิ เธอจะนั่งทำอะไรอยู่ข้างล่างนี่”
    “ผมต้องตรวจดูบัญชีโรงสี”
    เธอยังคงจ้องเขาเขม็ง เปลวไฟของตะเกียงซึ่งไม่มีโป๊ะครอบ ส่องให้เห็นริ้วรอยความหงุดหงิดบนใบหน้าอย่างถนัดถนี่จนน่ากลัว
    “ดึกดื่นป่านนี้น่ะหรือ เธอจะปอดบวมตายเอาได้นะ ไฟในเตาก็ดับไปตั้งนานแล้ว”
    เขาเดินตรงไปทางห้องครัวโดยไม่ตอบคำถามของเธอ ระหว่างนั้นก็เหลือบไปพบสายตาของแมตตี ซึ่งเขารู้สึกว่าเห็นสายตาเตือนให้ระวังตัวลอดผ่านขนตาของหล่อน ชั่วขณะต่อมาแพขนตาคู่นั้นก็หลุบลงหาแก้มแดงก่ำ แล้วซีนาก็ก้าวเดินขึ้นบันไดนำหน้าแมตตีไป
    “งั้นรึ มิน่าข้างล่างนี้เลยหนาวเอาการ” อีธานกล่าวยอมรับ แล้วเดินก้มหน้าตามหลังภรรยาขึ้นไป ก้าวข้ามธรณีประตูห้องตามเธอ


    บทที่ 3

มีไม้ที่ต้องจัดการลากมาจากชายป่า วันรุ่งขึ้นอีธานจึงออกจากบ้านแต่เช้าตรู่ เช้าของฤดูหนาววันนั้นท้องฟ้าใสกระจ่างดั่งแก้วผลึก ดวงอาทิตย์ที่เพิ่งลอยขึ้นเหนือขอบฟ้าเป็นสีแดงสุกปลั่งทาบกับท้องฟ้าโปร่งบริสุทธิ์ เงาครึ้มบริเวณชายป่าดูเป็นสีน้ำเงินเข้ม และเลยจากท้องทุ่งสีขาวที่เปล่งประกายระยิบระยับออกไปจะเห็นผืนป่าคล้ายที่ดูคล้ายละอองควัน
    ในความสงบเงียบยามเช้าตรู่ ยามที่กล้ามเนื้อของเขาได้เหวี่ยงไหวในท่าคุ้นเคย และได้สูดเอาอากาศเชิงเขาจนเต็มปอดเช่นนี้ อีธานมักจะครุ่นคิดถึงเรื่องต่างๆ ได้แจ่มชัดที่สุด เขาและซีนาไม่ได้พูดกันแม้แต่คำเดียวหลังจากที่ประตูห้องนอนปิดลง เธอตวงยาจากขวดยาน้ำบนเก้าอี้ข้างเตียงมาดื่ม หยิบผ้าสักหลาดสีเหลืองมาโพกศีรษะ แล้วล้มตัวลงนอนเบือนหน้าไปอีกทาง อีธานถอดเสื้อผ้าออกอย่างรีบร้อน และดับตะเกียงเพื่อจะได้มองไม่เห็นเธอตอนที่เขาลงไปนอนด้วยบนเตียง เขานอนฟังเสียงแมตตีเดินไปมาอยู่ในห้อง แสงเทียนในห้องหล่อนส่องลำแสงน้อยนิดข้ามชานบันไดมา และเกิดเป็นแนวสว่างเลือนรางอยู่ใต้ขอบประตูห้อง เขาจ้องมองแสงนั้นจนกระทั่งมันหายไป หลังจากนั้นห้องก็มืดสนิทลง และไม่มีเสียงใดให้ได้ยินนอกจากเสียงลมหายใจวี้ดๆ แบบคนเป็นโรคหืดหอบของซีนา อีธานรู้สึกสับสนงุนงงเพราะมีหลายสิ่งเหลือเกินที่เขาควรจะคิดถึง ทว่าภายในเส้นเลือดที่เต้นตุบๆ และในสมองเหนื่อยล้าของเขา มีเพียงความรู้สึกเดียวที่เต้นโครมๆ อยู่ คือ ความอบอุ่นยามที่ไหล่ของแมตตีชิดแนบกับตัวเขา ทำไมหนอเขาถึงไม่จูบหล่อนเสียตอนนั้น ในขณะที่เขาโอบหล่อนไว้แนบข้าง หากเป็นเมื่อสองสามชั่วโมงก่อนหน้านี้เขาคงไม่นึกถามคำถามนี้ หรือแม้แต่เมื่อสักครู่ใหญ่ที่ผ่านมาระหว่างที่ทั้งสองยืนอยู่ตามลำพังข้างนอก เขาไม่มีวันจะกล้าคิดเรื่องจูบหล่อน แต่จากที่เขาเหลือบเห็นริมฝีปากของหล่อนในแสงตะเกียงข้างล่าง เขากลับเกิดความรู้สึกว่า ริมฝีปากนั้นเป็นของเขา
    บัดนี้เมื่ออยู่ท่ามกลางอากาศแจ่มใสยามเช้า ใบหน้าของหล่อนยังคงลอยวนอยู่เบื้องหน้าเขา แทรกอยู่ในดวงอาทิตย์สีแดงและประกายสีขาวบริสุทธิ์ของหิมะ หล่อนเปลี่ยนไปมากจากเด็กสาวคนเดิมที่มาถึงสตาร์กฟิลด์ในวันนั้น เขาจำได้ว่าวันที่เจอกันที่สถานีรถไฟ แมตตีเป็นเด็กสาวผอมเก้งก้างไร้ชีวิตชีวา ตอนหน้าหนาวครั้งแรก หล่อนหนาวจนตัวสั่นสะท้านเมื่อลมพายุของแถบเหนือพัดจนฝากระดานบ้านลั่นเกรียวกราว และหิมะกระหน่ำใส่หน้าต่างจนพะเบิยพะยาบราวกับเกิดพายุลูกเห็บ
    ตอนนั้นเขานึกกลัวว่าหล่อนจะเกลียดชีวิตยากลำบากของที่นี่ อีกทั้งความหนาวเย็นและความโดดเดี่ยว ทว่าเขากลับไม่เคยเห็นริ้วรอยความไม่พอใจจากหล่อน ซีนานั้นถือว่าแมตตีจำใจต้องทนอยู่สตาร์กฟิลด์ให้ได้เนื่องจากไม่มีที่ไปที่อื่น แต่อีธานฟังแล้วไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ตาม ซีนาไม่ได้มองว่าตัวเธอเองก็อยู่ในสภาพที่ว่านั้น
    เขายิ่งเวทนาเด็กสาวมากขึ้นด้วยสาเหตุที่ว่า จะพูดไปแล้วเคราะห์ร้ายได้ดึงหล่อนให้มาผูกติดอยู่กับเขาและภรรยา แมตตี ซิลเวอร์เป็นลูกสาวของลูกพี่ลูกน้องของซีโนเบีย โฟรม พ่อของหล่อนสร้างความโกรธเคือง และความอิจฉาระคนนับถือให้เกิดในหมู่ญาติพี่น้อง เพราะเขาเดินทางออกจากบ้านบนภูเขาไปยังคอนเน็คติกัต ได้แต่งงานกับหญิงสาวผู้เรียนจบจากสแตมฟอร์ด และรับช่วงกิจการ ‘ยา’ อันรุ่งเรืองมาจากพ่อภรรยา ทว่าโชคร้ายทำให้โอริน ซิลเวอร์มาตายลงเสียก่อนจะทันได้ยืนยันคำพูดที่ว่า ต้นร้ายปลายดี ตัวเลขในบัญชีทรัพย์สินของเขาแสดงให้เห็นแต่ความเลวร้าย เรียกได้ว่าโชคดีนักหนาสำหรับภรรยากับลูก ที่บัญชีมาถูกตรวจสอบเอาหลังงานฝังศพใหญ่โตผ่านไปแล้ว ภรรยาตรอมใจตายหลังจากเรื่องถูกเปิดโปง และแมตตีในวัยเพียงยี่สิบถูกทิ้งให้เผชิญชะตากรรมเพียงลำพัง ด้วยเงินห้าสิบดอลลาร์ที่ได้มาจากการขายเปียโน เหตุนี้เอง ฝีมือทางงานบ้านของหล่อนจึงไม่ดีนัก แม้ว่าจะพอถูไถทำได้หลายอย่างก็ตาม หล่อนเย็บริมหมวกได้ ทำขนมหวานได้ ท่องบทสวด “เสียงกระดิ่งเคอร์ฟิวจะไม่ดังวันนี้” และเล่นละคร “คอร์ดที่หายไป” และร้องท่อนนั้นท่อนนี้จากโอเปราเรื่องคาร์เมนได้ เมื่อเธอลองพยายามหันไปเอาดีทางเชาวเลขและบัญชี ก็ล้มป่วยลงเสียก่อน และหลังจากยืนทำงานหลังเคาน์เตอร์ในห้างสรรพสินค้าอยู่หกเดือน สุขภาพหล่อนก็ยังคงไม่ดีขึ้น ญาติสองสามคนผู้ใกล้ชิดที่สุดเคยถูกหว่านล้อมให้นำเงินเก็บทั้งหมดของตนมาฝากไว้กับพ่อของหล่อน หลังจากเขาตาย ญาติเหล่านั้นก็ประพฤติตนตามแบบชาวคริสต์ที่ดีคือไม่ผูกใจเจ็บ และทำดีตอบแทนความเลว โดยให้คำแนะนำปรึกษาแก่ลูกสาวของเขาเป็นอันดี แต่ที่จะหวังให้ช่วยเหลือด้านเงินทองด้วยนั้นก็คงไม่ได้ เมื่อหมอของซีโนเบียแนะให้เธอมองหาใครสักคนมาช่วยทำงานบ้าน บรรดาญาติๆ ต่างเห็นช่องทางที่จะเค้นเอาเงินคืนจากแมตตี ซีโนเบียเองแม้ไม่มั่นใจว่าเด็กสาวจะเก่งเรื่องงานเรือน แต่ก็ยังพอใจในข้อที่ว่า เธอจะตำหนิว่ากล่าวหล่อนได้โดยไม่ต้องกลัวว่าหล่อนจะหนีจากไป ด้วยเหตุนี้แมตตีจึงเดินทางมายังสตาร์กฟิลด์
    วิธีว่ากล่าวของซีโนเบียเป็นแบบไม่เอะอะโวยวาย ทว่าเสียดแทงเจ็บแสบไม่แพ้กัน ในช่วงเดือนแรกๆ อีธานรู้สึกอึดอัดอยากจะเห็นแมตตีลุกขึ้นต่อกรกับเธอ สลับกับสะท้านเยือกด้วยความกลัวผลของการทำเช่นนั้น ต่อมาสถานการณ์ค่อยคลายตึงเครียดลง อากาศบริสุทธิ์และการได้อยู่ในที่โล่งวันละหลายๆ ชั่วโมงในฤดูร้อน คืนความมีชีวิตชีวาและความรู้สึกผ่อนคลายให้แก่แมตตี และเมื่อซีนามีเวลาดูแลโรคภัยสารพัดของตนเองมากขึ้น เธอก็ไม่ค่อยจ้องจับผิดเด็กสาวมากนัก ดังนั้นอีธานซึ่งเหนื่อยยากอยู่แล้วกับการทำไร่ซึ่งไร้ผลและโรงสีที่ไม่ได้กำไร อย่างน้อยก็ยังสบายใจว่า บ้านของเขาจะกลับมาสงบสุขอีกครา
    แม้กระทั่งเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่มีข้อยืนยันจริงจังว่าเขาเข้าใจผิดไปในข้อนั้น ทว่านับตั้งแต่เมื่อคืน ดูเหมือนจะมีบางอย่างที่น่าหวาดหวั่นลอยอยู่จางๆ ณ สุดสายตาของเขา รูปร่างของสิ่งนั้นคือความดื้อเงียบของซีนา การส่งสายตาเตือนของแมตตี และการนึกย้อนถึงสัญญาณบอกเหตุที่ผุดวาบขึ้นมาอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวในเช้าของบางวันที่ท้องฟ้าไร้เมฆ โดยบอกเขาว่าฝนจะตกก่อนค่ำวันนั้น
    ความหวั่นใจของเขารุนแรงขึ้น จนกระทั่งเขานึกหาหนทางที่จะเลื่อนการได้รู้ความจริงแน่ชัดนั้นออกไปด้วยวิธีของลูกผู้ชาย งานขนไม้เพิ่งมาเสร็จเอาตอนเที่ยง เนื่องจากท่อนไม้จะต้องส่งไปให้แอนดรูว์ เฮล ช่างก่อสร้างประจำสตาร์กฟิลด์ อีธานจึงมีข้ออ้างที่จะบอกโจแธม พาวเวลล์ ซึ่งเขาจ้างมาช่วยงาน ให้เดินเท้ากลับไปยังบ้านไร่ ส่วนเขาจะขับเลื่อนไปส่งไม้ในหมู่บ้านเอง เขาปีนขึ้นไปนั่งคร่อมบนกองไม้ใกล้ๆ เหนือเจ้าม้าสีเทาขนหนาทั้งสอง แล้วสายตาเตือนของแมตตีเมื่อคืนก็ปรากฏขึ้นระหว่างตัวเขากับคอม้าที่ระยับเหงื่อทั้งคู่
    ‘หากจะเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา ก็ขอให้ฉันอยู่ที่นั่นด้วยเถอะ’ คือความคิดเลือนรางที่เกิดขึ้นในตอนนั้น ขณะที่เขาหันไปยกเลิกคำสั่งอย่างคาดไม่ถึง โดยให้โจแธมปลดสายบังเหียนและจูงม้าทั้งคู่กลับไปยังคอกแทน
    การเดินเท้ากลับบ้านทำให้เหน็ดเหนื่อยแทบจะหมดแรงเพราะหิมะที่ปกคลุมหนาบนพื้น ตอนที่ชายทั้งสองเดินเข้าไปในครัว แมตตีกำลังยกหม้อกาแฟออกจากเตา ส่วนซีนานั่งอยู่ที่โต๊ะแล้ว สามีของเธอถึงกับชะงักกึกเมื่อมองเห็น แทนที่จะสวมชุดสีขาวที่ใส่ประจำและผ้าพันคอถักไหมพรม วันนี้ซีนาใส่ชุดผ้าขนแกะเมอริโนสีน้ำตาลตัวเก่ง และบนศีรษะเหนือผมเส้นเล็กซึ่งยังคงเรียบตึงด้วยหมุดปักผมนั้น มีหมวกแข็งทรงสูงชนิดมีสายรัดใต้คางสวมอยู่ ซึ่งอีธานจำได้แม่นว่าเขาต้องจ่ายเงินห้าเหรียญซื้อมาจากร้านเบตต์สบริดจ์ เอ็มโพเรียม บนพื้นข้างตัวเธอคือกระเป๋าหนังเก่าๆ ของเขากับกล่องกระดาษแข็งห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์
    “เอ๊ะ คุณจะไปไหนหรือซีนา” เขาร้องอุทาน
    “ฉันปวดหลังจนทนไม่ไหว คืนนี้จะไปเบตต์สบริดจ์ ไปค้างกับป้ามาร์ธา เพียร์ซ และไปพบหมอคนใหม่นั่น” เธอตอบด้วยน้ำเสียงธรรมดา ประหนึ่งพูดว่าเธอจะไปดูของในห้องเก็บของ หรือขึ้นไปดูผ้านวมในห้องใต้หลังคากระนั้น
    แม้ว่าโดยนิสัยแล้วซีนาไม่ชอบขยับตัวไปไหนมาไหน ทว่าการตัดสินใจปุบปับเช่นนี้ใช่ว่าเธอไม่เคยทำมาก่อน มีอยู่สองหรือสามครั้ง จู่ๆ เธอก็จัดเสื้อผ้าใส่กระเป๋าหนังของอีธานแล้วออกเดินทางไปเบตต์สบริดจ์ หรือไปไกลถึงสปริงฟิลด์ เพื่อไปหาหมอคนใหม่ที่มีคนแนะนำมา จนกระทั่งสามีของเธอนึกหวั่นวิตกไปกับการเดินทางประเภทนี้ ด้วยว่าค่าใช้จ่ายมันแพงเหลือใจ ซีมามักกลับมาพร้อมกับยาราคาแพง และคราวหลังสุดที่ไปสปริงฟิลด์ เธอซื้อแบตเตอรี่ไฟฟ้าราคายี่สิบเหรียญมาเป็นที่ระลึก ซึ่งเธอยังใช้มันไม่เป็นสักที ทว่าในชั่วขณะนี้ ความรู้สึกโล่งใจของเขาบดบังความรู้สึกอื่นใดไปทั้งสิ้น ตอนนี้เขาหมดข้อกังขาแล้วว่าเมื่อคืนซีนาพูดความจริง ตอนที่บอกว่าเธอนอนไม่หลับเพราะรู้สึก ‘แย่มาก’ จนข่มตาไม่ลง การที่จู่ ๆ ซีนาตกลงใจจะไปหาหมอยืนยันได้แน่ชัดว่า เธอยังคงเอาแต่วิตกครุ่นคิดถึงสุขภาพของตัวเองเช่นที่เคยเป็นมา
    เธอเอ่ยต่อไปเสียงละห้อยราวกับว่ารอให้เขาทักท้วงว่า “ถ้าเธอต้องอยู่ขนไม้ให้เสร็จ ก็บอกให้โจแธม พาวเวลล์เอาเจ้าม้าสีข้าวเปลือกไปส่งฉันขึ้นรถไฟที่แฟลตส์ก็แล้วกัน”
    สามีของเธอแทบจะไม่ได้ฟังเธอพูด ในระหว่างฤดูหนาวจะไม่เห็นรอยเส้นทางจากสตาร์กฟิลด์ไปยังเบตต์สบริดจ์ ส่วนรถไฟซึ่งจอดที่คอร์บูรี แฟลตส์ก็แล่นช้าและมีน้อยขบวน เท่าที่อีธานคำนวณเร็วๆ ซีนาคงกลับมาถึงบ้านไร่ได้อย่างเร็วก็เย็นวันพรุ่งนี้
    “ฉันว่า ถ้าเธอไม่อยากจะให้โจแธม พาวเวลล์ขับเลื่อนไปส่ง...” เธอพูดต่อ คงจะคิดว่าเขาเงียบไปเพราะไม่เห็นด้วยกับที่เธอเสนอ ทุกครั้งก่อนจะออกจากบ้าน เธอมักจะลืมตัวพูดมากผิดปกติเสมอ “ฉันรู้แต่ว่า” เธอพูดต่อ “ฉันทนให้ตัวเองเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ไหวแล้ว ตอนนี้ฉันปวดลงไปถึงข้อเท้าโน่น ไม่งั้นฉันจะเดินเข้าหมู่บ้านสตาร์กฟิลด์ด้วยตัวเองล่ะ เธอจะไม่ได้ไม่ต้องยุ่ง แล้วจะขอให้ไมเคิล อีเดะเอารถม้าไปส่งฉันที่แฟลตส์ตอนที่เขาต้องไปรับสินค้าจากรถไฟน่ะ ฉันคงต้องรอรถไฟสักสองชั่วโมง แต่ยังไงฉันก็ต้องไป ถึงจะหนาวขนาดนี้ก็เถอะ ยังดีกว่าให้เธอ...”
    “แน่นอน โจแธมจะพาคุณไปส่ง” อีธานปลุกตัวเองให้ตื่นขึ้นและตอบคำถาม เขาเพิ่งรู้สึกตัวว่ามองแมตตีอยู่ขณะที่ซีนาพูด เขาต้องบังคับให้ตัวเองหันไปมองหน้าภรรยา เธอนั่งอยู่ตรงข้ามกับหน้าต่าง และแสงสะท้อนสีขาวจากพื้นหิมะทำให้ใบหน้าเธอดูเหี่ยวย่นและซีดเซียวกว่าเดิม และยิ่งแลเห็นรอยย่นสามเส้นขนานกันพาดตั้งแต่หูถึงแก้มชัดยิ่งขึ้น อีกทั้งยังทำให้เกิดรอยย่นจากข้างจมูกลงมาถึงมุมปากคล้ายสีหน้าคนเจ้าอารมณ์ ถึงแม้เธอจะอายุมากกว่าสามีเพียงเจ็ดปี และเขาเพิ่งจะอายุยี่สิบแปด เธอกลับดูเหมือนเป็นหญิงชราไปแล้ว
    อีธานพยายามจะเอ่ยคำพูดที่เหมาะสม ทว่าในความคิดเขามีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่แมตตีมาอยู่ด้วยที่ซีนาจะไม่อยู่บ้าน เขาอดสงสัยไม่ได้ว่าหญิงสาวจะคิดเรื่องเดียวกับเขาอยู่หรือเปล่า
    เขารู้ว่าซีนาจะต้องสงสัยว่าเหตุใดเขาถึงไม่อาสาขับเลื่อนไปส่งที่แฟลตส์ แล้วให้โจแธม พาวเวลล์ขนไม้ไปสตาร์กฟิลด์แทน ตอนแรกเขายังนึกไม่ออกว่าจะหาข้ออ้างอะไร แต่แล้วเขาก็พูดขึ้นว่า “ความจริงผมอยากจะพาคุณไปเอง ติดตรงที่ผมต้องไปเก็บเงินค่าไม้”
    ทันทีที่หลุดคำพูดนั้นไปเขาก็นึกได้ว่าไม่ควรเลย ไม่ใช่เพียงแค่มันไม่เป็นความจริง เพราะไม่มีโอกาสเลยที่เขาจะได้เงินจากเฮลในวันนี้ แต่เพราะเขารู้จากประสบการณ์ว่า ไม่ฉลาดเลยที่ให้ซีนาคิดว่าเขามีเงินจำนวนหนึ่งอยู่กับตัวก่อนที่เธอจะออกเดินทางไปเพื่อการรักษาตัวเช่นนี้ ทว่าในห้วงเวลานั้น ความปรารถนาเพียงสิ่งเดียวก็คือ หลบเลี่ยงการต้องขับเลื่อนไปกับซีนาเป็นระยะทางไกล ด้วยเจ้าม้าชราซึ่งแทบจะไม่เคยถูกพาออกเดินด้วยซ้ำ
    ซีนาไม่พูดอะไร ทำท่าราวกับไม่ได้ยินสิ่งที่เขาพูด เธอเลื่อนจานอาหารออกไปข้างตัวเรียบร้อยแล้ว และกำลังตวงยาจากขวดขนาดใหญ่ที่วางอยู่ใกล้ข้อศอก
    “กินไปไม่เห็นจะมีอะไรดีขึ้น แต่กินๆ ให้หมดไปก็แล้วกัน” เธอรำพึง ก่อนจะเสริมขณะที่ดันขวดเปล่าไปทางแมตตี “ถ้าเธอเอารสยาออกไปได้ ฉันว่าน่าจะเอาไว้ใช้ดองอะไรได้”


บทที่ 4

ทันทีที่เลื่อนของภรรยาเคลื่อนตัวออกไป อีธานก็คว้าเสื้อโค้ตกับหมวกจากตะขอ แมตตีกำลังล้างจานไปพลางฮัมเพลงเต้นรำจากเมื่อคืน เขาเอ่ยกับหล่อนว่า “ไปล่ะนะ แมตต์” และหล่อนตอบมาอย่างร่าเริง “ค่ะ อีธาน” ก็เพียงเท่านั้นเอง ห้องครัวมีแดดส่องสว่างและอบอุ่นดี แสงอาทิตย์ส่องเฉียงๆ เข้ามาทางหน้าต่างด้านทิศใต้ สาดจับร่างที่กำลังเคลื่อนไหวของหญิงสาว ร่างแมวที่นั่งหลับตาอยู่บนเก้าอี้ และต้นเยอราเนียมที่เอาเข้ามาจากประตู ซึ่งอีธานปลูกไว้ตอนหน้าร้อนเพื่อจะ แมตตีเอาไว้ ‘ทำสวน’ ใจจริงเขาอยากจะอ้อยอิ่งอยู่ต่ออีกหน่อย ดูแมตตีทำความสะอาดจนเรียบร้อยและลงมือเย็บผ้า ทว่าก็อยากจะเร่งขนไม้ให้เสร็จโดยเร็วที่สุด จะได้กลับมาบ้านก่อนค่ำ
    ตลอดทางเข้าหมู่บ้านเขายังคิดถึงการกลับไปหาแมตตี ตอนนี้ห้องครัวดูมอซอ ไม่ ‘สะอาดสะอ้าน’ เป็นเงาวับเช่นสมัยที่แม่เขาคอยเช็ดถูเมื่อตอนเขายังเด็ก แต่ช่างน่าประหลาดใจว่าห้องครัวแลดูอบอุ่นขึ้นเพียงไรจากการที่ซีนาไม่อยู่ เขาลองนึกภาพว่าเย็นวันนั้นจะเป็นอย่างไร เขากับแมตตีจะอยู่ในห้องครัวกันตามลำพังหลังกินอาหารเสร็จ เป็นครั้งแรกที่ทั้งสองได้อยู่ด้วยกันสองต่อสองภายในบ้าน นั่งอยู่ข้างเตาผิงคล้ายคู่สามีภรรยา เขาสวมถุงเท้าหนาและนั่งสูบไปป์ หล่อนหัวเราะและพูดคุยสนุกสนานอย่างเช่นเคย ซึ่งทุกครั้งเขาจะรู้สึกตื่นเต้นประหนึ่งว่าไม่เคยได้ยินหล่อนพูดคุยมาก่อน
    ความรู้สึกอ่อนหวานจากภาพนั้น และความโล่งใจเมื่อรู้ว่าที่เขากลัวว่าจะเกิด ‘เรื่องยุ่งยาก’ กับซีนานั้นไม่มีมูลความจริงเลย ทำให้เขารู้สึกปลอดโปร่งสบายใจ แทนที่จะเงียบขรึมเช่นเคย เขาถึงกับผิวปากและร้องเพลงออกมาดังๆ ขณะที่ขับเลื่อนไปตามท้องทุ่งฉาบหิมะ ในตัวเขายังคงมีนิสัยชอบคบค้าสมาคมซุ่มซ่อนอยู่ ซึ่งฤดูหนาวยาวนานของสตาร์กฟิลด์ยังไม่ได้ลบล้างให้สิ้นไป แม้จะมีนิสัยเงียบขรึมและไม่ชอบแสดงออก กระนั้นเขาก็ชื่นชอบความใจกล้าและร่าเริงในตัวผู้อื่น และมักจะรู้สึกอุ่นซ่านไปทั้งร่างยามเมื่อได้พูดคุยยิ้มหัวกับผู้คน ตอนที่อยู่วูซเตอร์ ถึงจะได้ชื่อว่าชอบเก็บตัวและไม่ค่อยช่วยเหลือคนอื่น เขาก็ยังรู้สึกปลื้มใจอยู่ลึกๆ เวลามีคนตบหลังและร้องทักว่า “ว่าไง เจ้าเฒ่าเอธ” หรือ “ไอ้ขี้เต๊ะ” และเมื่อการแสดงความสนิทสนมคุ้นเคยเช่นนั้นหายไป เขาก็ยิ่งขยาดต่อการหวนกลับไปยังสตาร์กฟิลด์
    ณ ที่นั้น ความเงียบเข้าเกาะกุมเขาลึกยิ่งขึ้นทุกปีๆ เขาต้องรับภาระงานไร่และงานโรงสีตามลำพังหลังจากพ่อตาย จึงไม่มีเวลาจะคุยเล่นเรื่องสัพเพเหระในหมู่บ้าน และเมื่อแม่ของเขาล้มป่วยลง ความเงียบเหงาในบ้านยิ่งบีบคั้นหนักยิ่งกว่ายามอยู่ท้องไร่ ก่อนหน้านี้แม่ของเขาจะเป็นคนคอยชวนคุย ทว่าหลังจากเกิด ‘ปัญหา’ ขึ้น เสียงของแม่แทบจะไม่เคยดังให้ได้ยินอีก แม้ว่ายังคงพูดคุยได้ชวนฟังเช่นเดิมก็ตาม บางคราว กลางค่ำคืนยาวนานในฤดูหนาว เมื่อลูกชายถามขึ้นอย่างอับจนปัญญาว่า เหตุใดแม่จึงไม่ ‘พูดอะไรเสียบ้าง’ แม่ของเขาจะกระดิกนิ้วขึ้นและตอบว่า “เพราะแม่กำลังฟังอยู่ไงจ๊ะ” และค่ำคืนที่พายุโหมกระหน่ำ เมื่อเสียงดังลั่นของลมล้อมรอบตัวบ้าน แม่มักจะบ่นหากว่าลูกชายคุยด้วย “ข้างนอกนั่นเขาคุยกันดังจนแม่ไม่ได้ยินเสียงลูก”
    เมื่อแม่ของเขาป่วยหนักขั้นสุดท้าย และซีโนเบีย เพียร์ซ ลูกพี่ลูกน้อง เดินทางมาจากหมู่บ้านในหุบเขาอีกแห่งเพื่อช่วยดูแลนั่นแหละ ในบ้านจึงมีเสียงพูดคุยให้ได้ยินอีกครั้ง หลังจากถูกจองจำในคุกความเงียบเชียบอันน่ากลัดกลุ้มมานาน เสียงคุยจ้อของซีนาเป็นดั่งดนตรีเสนาะหู เขากลัวว่าตัวเองอาจจะ ‘เหมือนแม่ไปอีกคน’ หากไม่มีเสียงคุยของคนอื่นมาฉุดรั้งเอาไว้ ซีนาก็ดูคล้ายจะเข้าใจปัญหาของเขาในแวบแรกที่เหลือบแล เธอหัวเราะขำเขาที่ไม่รู้หน้าที่พื้นฐานที่สุดในการดูแลคนป่วยนอนแบบ และบอกให้เขา ‘ออกไปข้างนอกโน่นเลย’ แล้วปล่อยให้เธอจัดการด้วยตัวเอง เพียงแค่ได้ทำตามคำสั่งของเธอ ได้ทำงานโดยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังอีกครั้ง และพูดคุยกับผู้ชายคนอื่นเสียบ้าง ก็ทำให้ชีวิตระส่ำระสายของเขากลับมาสมดุลอีกครา ทั้งยังเพิ่มความรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณต่อเธอเป็นทบทวี ได้เห็นความคล่องแคล่วของเธอแล้ว เขาทั้งละอายและตกตะลึงทีเดียว ดูประหนึ่งว่าความเก่งกาจงานบ้านงานเรือนฝังอยู่ในสายเลือดของเธอกระนั้น ขณะที่เขาแม้จะฝึกฝนมานานมันก็หาได้ซึมซาบจดจำไม่ เมื่อมาถึงจุดสิ้นสุด ซีนานั่นเองบอกให้เขาขึ้นรถม้าไปตามสัปเหร่อ และเธอคิดว่า ‘ประหลาดสิ้นดี’ ที่เขาไม่ได้ตกลงใจไว้ก่อนว่าจะมอบเสื้อผ้ากับจักรเย็บผ้าของแม่เขาให้แก่ใคร หลังจากพิธีฝังศพ เขาเห็นเธอเก็บข้าวของเตรียมตัวจะกลับ ความกลัวอย่างไร้เหตุผลว่าจากนี้ไปเขาจะอยู่ตามลำพังในบ้านไร่เคลื่อนมาเกาะกุมความคิด และโดยมิได้สำนึกว่ากำลังทำอะไร เขาได้ขอร้องให้เธออยู่ที่บ้านกับเขา หลังจากนั้นเขาเคยนึกบ่อยๆ ว่า เรื่องนี้คงไม่เกิดขึ้น หากแม่ของเขาตายในฤดูใบไม้ผลิ ไม่ใช่ฤดูหนาว
    หลังจากแต่งงานทั้งสองได้ตกลงกันว่า ทันทีที่เขาแก้ไขปัญหายุ่งยากอันเป็นผลจากการล้มป่วยเป็นเวลานานของมารดาได้แล้ว ทั้งสองจะขายไร่และโรงสี ไปเสี่ยงโชคเอาในเมืองใหญ่สักเมือง ความรักธรรมชาติของอีธานมิได้มาในรูปนิสัยชอบทำการเกษตร หากแต่เขาฝันอยากเป็นวิศวกร ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองซึ่งมีการจัดบรรยายความรู้ และมีห้องสมุดขนาดใหญ่ พร้อมกับ ‘เพื่อนร่วมอุดมการณ์มุ่งมั่นทำงาน’ งานด้านวิศกรรมเล็กๆ ในฟลอริดาที่เสนอให้เขาไปทำในระหว่างยังศึกษาที่วูซเตอร์ ยิ่งเพิ่มความเชื่อมั่นในความสามารถของตน รวมทั้งความรู้สึกจดจ่อที่จะออกไปพบเห็นโลก และเขามั่นใจว่า ด้วยภรรยา ‘ฉลาดเฉลียว’ เช่นซีนา เขาย่อมสร้างหลักปักฐานในโลกแห่งนั้นได้ในไม่ช้า
    หมู่บ้านเดิมของซีนาใหญ่กว่าสตาร์กฟิลด์เล็กน้อยและอยู่ใกล้สถานีรถไฟกว่า เธอปล่อยให้สามีเข้าใจไปเองแต่แรกว่า การอยู่บ้านไร่โดดเดี่ยวมิใช่ชีวิตที่เธอหวังไว้หลังจากแต่งงาน แต่ก็ไม่มีผู้ติดต่อมาซื้อไร่เลย และระหว่างรอ อีธานได้รู้ว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่จะพาซีนาโยกย้ายไปที่อื่น เธอเลือกจะหยามเหยียดสตาร์กฟิลด์ แต่เธอคงอยู่ไม่ได้ในเมืองที่หยามเหยียดเธอ แม้แต่เบตต์สบริดจ์ หรือแชดด์ส ฟอลล์ ซีนาก็คงไม่เป็นที่สนอกสนใจอย่างเพียงพอ ส่วนในเมืองใหญ่กว่านั้นซึ่งอีธานอยากไปอยู่ เธอก็เป็นทุกข์เนื่องจากคงจะต้องสูญสิ้นความเป็นตัวของตัวเองไปโดยสิ้นเชิง และหลังจากแต่งงานได้ไม่ถึงปี ซีนาก็เริ่มมีการอาการ ‘ป่วยออดๆ แอดๆ’ ซึ่งทำให้เธอเป็นที่กล่าวถึงแม้แต่ในชุมชนที่มีโรคภัยไข้เจ็บชุกชุมเช่นนี้ เมื่อครั้งที่ซีนามาดูแลมารดาของเขา เท่าที่อีธานสังเกต เธอเป็นหญิงผู้แสนรอบรู้เรื่องสุขภาพพลานามัย เพียงไม่นานเขาจึงประจักษ์ว่า ทักษะการดูแลคนเจ็บนั้นมาจากการที่เธอเฝ้าสังเกตอาการป่วยของตนเองต่างหาก
    ต่อมาเธอก็พูดน้อยลงไปอีกคน บางทีคงเป็นผลอันเลี่ยงไม่ได้ของชีวิตในบ้านไร่ หรืออาจเพราะอย่างที่เธอเคยพูดบางครั้งว่า สาเหตุก็เพราะอีธาน ‘ไม่เคยฟังเธอ’ ข้อกล่าวหานี้ไม่ได้เลื่อนลอยเสียทีเดียวหรอก เพราะเธอเอ่ยปากพูดขึ้นทีไรก็มีแต่คำบ่น ทั้งยังบ่นในเรื่องที่เขาไม่มีทางแก้ไขได้ เพื่อจะยับยั้งตัวเองไม่ให้หลุดปากตอบโต้ด้วยอารมณ์ ในระยะแรกเขาจึงฝึกนิสัยไม่ต่อปากต่อคำกับเธอ และสุดท้ายถึงขนาดคิดถึงเรื่องอื่นเสียในขณะที่เธอพูด กระนั้นก็ตาม พักหลังนี้เขามีเหตุให้ต้องสังเกตสังกาเธออย่างละเอียดมากกว่าเดิม ความเงียบของเธอจึงเริ่มก่อความอึดอัดขึ้นบ้าง เขาหวนนึกถึงแม่ของเขาซึ่งเงียบลงๆ ทุกที และเริ่มสงสัยว่าซีนากำลังจะ ‘เพี้ยน’ ไปด้วยหรือเปล่า เขารู้ว่า บางครั้งผู้หญิงก็เป็นแบบนี้ ซีนามีแผนผังการเกิดโรคของภูมิภาคนี้อยู่ใกล้มือเสมอ และระหว่างเฝ้าพยาบาลแม่ของเขา เธอก็พูดถึงคนป่วยหลายๆ คนที่ป่วยด้วยโรคเดียวกันนี้ให้เขาฟัง เขาเองรู้มาว่ามีบ้านไร่โดดเดี่ยวบางแห่งในละแวกใกล้เคียงซึ่งมีคนป่วยนอนระทมทุกข์อยู่ในบ้าน และในที่อื่นๆ ซึ่งจู่ๆ เหตุร้ายน่าเศร้าก็มาเยือน บางคราว ขณะมองดูใบหน้าเฉยชาของซีนา ลางสังหรณ์ถึงเหตุการณ์เช่นนั้นก็ทำให้เขาหนาวยะเยือกไปทั้งร่าง แต่หลายครั้ง การไม่พูดจาของซีนาดูคล้ายจงใจจะซ่อนความประสงค์ลึกล้ำบางอย่าง ความคิดลึกลับที่เธอสรุปมาจากความสงสัยและความขมขื่นซึ่งไม่มีทางเดาถูก การคาดเดาอย่างหลังนี้ยิ่งก่อกวนให้ใจเขาไม่สงบยิ่งกว่าอย่างแรก และนี่เองที่เขานึกถึงเมื่อคืนก่อน ขณะที่เห็นเธอยืนอยู่ตรงประตูครัว
    บัดนี้ การที่เธอจากบ้านไปเบตต์สบริดจ์ช่วยให้จิตใจเขาสงบลงได้อีกคราหนึ่ง และเขาไม่อาจคิดถึงเรื่องอื่นใดนอกจากเรื่องที่จะได้อยู่ตามลำพังกับแมตตีในคืนนี้ มีสิ่งเดียวที่เขาหนักใจคือ เขาพลั้งปากบอกซีนาไปว่าจะได้เงินค่าไม้ เขาทายได้อย่างแจ่มชัดว่าผลของความไม่รอบคอบนี้จะเป็นเช่นไร และจำต้องตัดสินใจเอ่ยปากขอรับเงินล่วงหน้าจำนวนเล็กน้อยจากแอนดรูว์ เฮลล์ แม้จะลำบากใจมากก็ตาม
    อีธานขับรถม้าเข้าในลานหน้าบ้านของเฮลล์ นายช่างก่อสร้างเพิ่งจะลงจากเลื่อนม้าของตน
    “สวัสดี อีธ” เขาร้องทัก “มาส่งเร็วดีนี่”
    แอนดรูว์ เฮลมีใบหน้าสีแดง หนวดดกครึ้มสีเทา คางสองชั้นจนรัดคอเสื้อไม่ได้มีเคราขึ้นเป็นตอสั้นๆ ทว่าเสื้อเชิ้ตสะอาดเอี่ยมของเขาติดกระดุมสองหัวทำด้วยเพชรเม็ดเล็กๆ เสมอ แต่การอวดมั่งมีนี้ไม่ตรงกับความเป็นจริงเท่าไรนัก เพราะถึงแม้ธุรกิจของเขาจะพอไปได้ แต่ก็เป็นที่รู้ว่านิสัยหละหลวมกับครอบครัวใหญ่ซึ่งต้องกินต้องใช้ มักจะทำให้เขาตกในสภาพอย่างที่ชาวสตาร์กฟิลด์เรียกว่า‘ทรุด’ บ่อยๆ เขาคบหากับครอบครัวของอีธานมานาน และบ้านของเขาก็เป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งที่ซีนาแวะไปเยี่ยมเป็นครั้งคราว ด้วยความที่คุณนายเฮลในสมัยสาวๆ เคยทำงานด้าน ‘รักษาพยาบาล’ มามากกว่าหญิงคนอื่นๆ ในสตาร์กฟิลด์ และใครๆ ยังคงเชื่อถือเธอในเรื่องโรคภัยไข้เจ็บและการรักษามาจนถึงทุกวันนี้
    เฮลตรงเข้าหาม้าทั้งสอง ตบสีข้างโชกเหงื่อของมันเบาๆ
    “แหม” เขาพูดขึ้น “คุณดูแลเจ้าสองตัวนี้อย่างกับสัตว์เลี้ยงในบ้านเชียวนะครับ”
    อีธานลงมือขนท่อนไม้ลงจากรถม้า เสร็จแล้วผลักประตูกระจกโรงเก็บของซึ่งนายช่างใช้เป็นสำนักงาน เฮลนั่งลงแล้วยกขาขึ้นพาดกับเตาผิง แผ่นหลังพิงขอบโต๊ะเก่าซึ่งมีกระดาษวางเกลื่อน สถานที่นี้ให้ความรู้สึกเช่นเดียวกับเจ้าของ อบอุ่น น่าสบาย และรกรุงรัง
    “เชิญนั่งตามสบายครับ” เขาเอ่ยกับอีธาน
    ผู้มาเยือนไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดี นานทีเดียวกว่าเขาจะกล้าเอ่ยปากขอเงินค่าไม้ล่วงหน้าสักห้าสิบดอลลาร์ ผิวหน้าบอบบางของเขาแดงก่ำขึ้นทันทีเมื่อเห็นท่าทีคาดไม่ถึงของเฮล นายช่างผู้นี้มีธรรมเนียมอยู่ว่า จะจ่ายค่าของเมื่อครบสามเดือน และเท่าที่ชายทั้งสองค้าขายกันมาก็ไม่เคยมีการจ่ายเงินล่วงหน้าก่อนเลยสักครั้ง
    อีธานรู้สึกว่า หากเขายกเหตุผลความจำเป็นเร่งด่วนขึ้นมา เฮลอาจจะยอมยืดหยุ่นให้ หากแต่ศักดิ์ศรีและสัญชาตญาณระมัดระวังรั้งเขาไว้ไม่ให้ทำเช่นนั้น ภายหลังการตายของพ่อ อีธานใช้เวลานานทีเดียวจึงจะลืมตาอ้าปากได้ และเขาไม่ต้องการให้แอนดรูว์ เฮล หรือใครคนใดในสตาร์กฟิลด์คิดว่าเขาตกที่นั่งลำบากอีกแล้ว ทั้งเขายังเกลียดการพูดเท็จเป็นที่สุด หากเขาต้องการเงินก็คือเขาต้องการเงิน ไม่ใช่ธุระกงการของใครที่จะถามเหตุผล ดังนั้นเขาจึงออกปากไปด้วยอาการอึกอัก ด้วยศักดิ์ศรีของชายผู้ไม่มีวันยอมรับกับตัวเองว่าเข้าตาจน และเขาไม่ได้ประหลาดใจมากนักกับคำปฏิเสธของเฮล
    นายช่างปฏิเสธด้วยสีหน้าแช่มชื่น เช่นเดียวกับทุกเรื่องที่เขาทำ ประหนึ่งว่านี่เป็นเรื่องล้อกันเล่นเท่านั้น และสอบถามว่าอีธานกำลังคิดจะซื้อแกรนด์เปียโน หรือว่าจะต่อเติม ‘หอระฆัง’ ที่บ้านหรืออย่างไร หากเป็นข้อหลัง ก็ยินดีบริการโดยไม่คิดเงินเลยทีเดียว
    ในไม่ช้าอีธานก็จนปัญญา เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งด้วยความอับอาย ก่อนจะบอกลาเฮลและเปิดประตูสำนักงาน ขณะเดินออกไปนายช่างก็ถามขึ้น “ว่าแต่ คุณไม่ได้กำลังลำบากหรอกใช่ไหม”
    “เปล่าเลย” ความทะนงตนของอีธานตอบสวนกลับ ก่อนที่เหตุผลจะยับยั้งไว้ได้ทัน
    “อ้อ งั้นก็ดีแล้ว ไอ้ผมน่ะซี ช่วงนี้แย่ ความจริงผมกะว่าจะขอยืดเวลาจ่ายเงินงวดนี้ไปสักหน่อย ช่วงนี้งานค่อนข้างซาลง แล้วผมก็กำลังสร้างบ้านสักหลังย่อมๆ ให้เน็ดกับรูธเขาอยู่กันหลังแต่งงานด้วย ผมน่ะทำให้ได้ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว แต่มันก็ต้องใช้เงินโขอยู่น่ะซี” เขาทำหน้าร้องขอความเห็นใจจากอีธาน “พวกหนุ่มๆ สาวๆ น่ะชอบอะไรที่สวยๆ งามๆ คุณเองคงเข้าใจดี ก็คุณเพิ่งแต่งบ้านใหม่ต้อนรับซีนาเมื่อไม่นานนี้เอง จริงไหม”
    อีธานผูกม้าไว้ในคอกม้าของเฮล จากนั้นก็ออกไปทำธุระอื่นในหมู่บ้าน ระหว่างที่เดินออกมา ถ้อยคำสุดท้ายของนายช่างก่อสร้างก้องกังวานอยู่ในหู เขานึกด้วยความห่อเหี่ยวว่า เจ็ดปีที่เขาอยู่กับซีนามา กลับดูเหมือน ‘ไม่นานมานี้เอง’ สำหรับผู้คนในสตาร์กฟิลด์หรือ
    บ่ายแก่เต็มทีแล้ว บานหน้าต่างสะท้อนแสงวาววับของแสงอาทิตย์สีเทาก่อนโพล้เพล้อยู่ทั่วไปหมด จนทำให้หิมะดูมีสีขาวกว่าปกติ อากาศหนาวจนเสียดแทงทำให้ผู้คนหลบอยู่แต่ในบ้าน ท้องถนนชนบทแห่งนี้จึงตกเป็นของอีธานเพียงผู้เดียว ทันใดนั้นเอง เขาได้ยินเสียงกดกระดิ่งเลื่อนหยอกล้อดังมาและรถม้าที่แล่นฉวัดเฉวียนเหมือนไม่มีใครบังคับ อีธานจำม้าสีขาวแซมน้ำตาลของไมเคิล อีเดะได้ รวมทั้งเจ้าหนุ่มเดนิส อีเดะที่สวมหมวกขนสัตว์ใบงามใหม่เอี่ยม และโน้มตัวลงโบกมือทักทาย “ว่ายังไง อีธ” ชายหนุ่มตะโกนพลางเร่งม้าจากไป
    รถม้าแล่นไปทางไร่ของตระกูลโฟรม และหัวใจของอีธานวูบลงเมื่อได้ยินเสียงกระดิ่งที่ค่อยๆ ดังห่างออกไปทุกขณะ จะมีอื่นใดอีกหรือ นอกจากว่าเดนิส อีเดะได้ข่าวว่าซีนาเดินทางไปเบตต์สบริดจ์ แล้วถือโอกาสนี้ไปนั่งคุยกับแมตตีสักชั่วโมงที่บ้านไร่ อีธานนึกละอายใจเมื่อรู้ตัวว่าพายุแห่งความหึงหวงกำลังโหมพล่านอยู่ในอกเขา มันดูไม่สมควรเลยที่เขาจะคิดถึงเด็กสาวไปในทำนองเลยเถิดเช่นนั้น
    เขาเดินต่อไปยังหัวมุมถนนใกล้โบสถ์ เข้าสู่ร่มเงาต้นสนสปรูซของวาร์นัม เมื่อคืนเขายืนอยู่กับหล่อนตรงนี้เอง ขณะอยู่ใต้เงาไม้นั้นเขาก็มองเห็นเงารางๆ อยู่เบื้องหน้า พอเข้าไปใกล้เงานั้นก็พลันกลายเป็นเงาร่างสองร่าง แล้วก็ผนึกรวมเข้าหากันอีกครั้ง เขาได้ยินเสียงจูบ ตามด้วยเสียงร้อง “โอ๊ะ” ดังผสานกับเสียงหัวเราะคิกเมื่อเจ้าของเสียงหันมาเห็นเขา ร่างนั้นรีบร้อนแยกจากกันอีกครา ประตูรั้วของบ้านวาร์นัมบานหนึ่งปิดดังปัง ขณะที่อีกร่างหนึ่งก้าวสวบๆ นำหน้าเขาไป อีธานยิ้มเมื่อนึกถึงว่าเขาทำให้คนสองคนขวยใจเพียงใด จะเป็นไรไปหรือหากเน็ด เฮลและรูธ วาร์นัม จะถูกคนเห็นว่าจุมพิตกัน ในเมื่อชาวบ้านรู้กันทั้งสตาร์กฟิลด์นี่นาว่าทั้งคู่หมั้นกันแล้ว อีธานนึกครึ้มอกครึ้มใจไม่น้อยที่ตัวเองโผล่มาขัดจังหวะคู่รักทั้งสอง ในสถานที่ซึ่งเขากับแมตตีเคยยืนอยู่ด้วยกัน ด้วยความกระหายและปรารถนากันและกันอัดอยู่เต็มหัวใจ แต่ก็อดเจ็บแปลบไม่ได้เมื่อคิดว่า สองคนนี้ไม่ต้องเก็บซ่อนความสุขในรักของตนไว้ภายใน
    เขาไปเอาม้าจากคอกม้าของเฮลและออกเดินทางไกลไต่เนินเขากลับไปยังไร่ ความหนาวเย็นไม่บาดผิวหนังเท่าเมื่อตอนเช้าแล้ว และท้องฟ้าก็มีปุยเมฆหนาปกคลุมเป็นคำขู่ว่า พรุ่งนี้หิมะจะตกอีก มีดาวผุดขึ้นตรงโน้นตรงนี้จากเบื้องหลังซึ่งเป็นบ่อลึกสีน้ำเงิน ในไม่ถึงสองชั่วโมงนี้ ดวงจันทร์จะลอยเลื่อนขึ้นไปเหนือเนินเขาด้านหลังไร่ แหวกเผาก้อนเมฆจนขอบฉาบด้วยสีทองอร่าม จากนั้นก็ค่อยถูกเมฆกลืนกินไป บรรยากาศสงบเศร้าลอยตัวอยู่เหนือท้องทุ่ง คล้ายกับมันรับรู้ถึงอุ้งมือของความหนาวเย็นที่คลี่กางลงมา จึงเหยียดตัวลงนอนเพื่อหลับใหลเนิ่นนานในฤดูหนาว
    อีธานคอยเงี่ยหูฟังเสียงกระดิ่งจากเลื่อนตลอดเวลา แต่ไม่มีเสียงใดดังขึ้นทำลายความเงียบกริบของถนนสายโดดเดี่ยว เมื่อใกล้จะถึงไร่ เขาเห็นแสงไฟวิบวับมาจากชั้นบนของบ้านลอดผ่านหมู่ต้นสนลาร์คพุ่มใบบางออกมา “คงจะอยู่ในห้อง” เขาพูดกับตัวเอง “กำลังแต่งตัวเตรียมกินมื้อค่ำ” แล้วหวนนึกถึงสายตาถลึงจ้องเย้ยหยันของซีนา ตอนที่แมตตีลงจากห้องมากินอาหารค่ำด้วยเรือนผมเรียบเป็นมันและมีริบบิ้นผูกที่ลำคอ ในคืนแรกที่หล่อนอยู่บ้านนี้
    ผ่านหลุมฝังศพบนเนิน เขาหันไปมองหินป้ายหลุมศพซึ่งเป็นกลุ่มที่อายุมากแล้ว และสมัยเป็นเด็กเคยทำให้เขาพิศวงสงสัยยิ่ง ด้วยว่ามีชื่อของเขาจารึกอยู่ด้วย

                                                   อุทิศให้เพื่อระลึกถึง
                                        อีธาน โฟรม และเอนดิวรานส์ภรรยา
                                       ผู้ซึ่งพำนักอยู่ด้วยกันมาอย่างสงบสุข
                                                    เป็นเวลาห้าสิบปี

    เขาเคยคิดว่า การอยู่กับใครสักคนตลอดห้าสิบปีคงจะยาวนานเหลือประมาณ แต่บัดนี้เขากลับคิดว่า เวลาห้าสิบปีอาจผ่านไปเพียงชั่วพริบตาเดียวก็ได้ ตอนนั้นความคิดประชดประชันวูบขึ้นในหัวอก เขาอดนึกไม่ได้ว่า เมื่อถึงวันที่เขาและซีนาจากโลกนี้ไป ป้ายหลุมศพของทั้งสองอาจจารึกถ้อยคำอย่างเดียวกันนี้กระมัง
    เขาเปิดประตูโรงนาแล้วชะเง้อมองไปในความสลัวด้านใน อดกลัวไม่ได้ว่าจะเห็นม้าสีขาวแซมน้ำตาลของเดนิส อีเดะยืนอยู่ในคอกข้างม้าสีข้าวเปลือกของเขา ทว่าในคอกมีเจ้าม้าแก่อยู่ตัวเดียว ยืนเคี้ยวเอื้องในปากที่ไม่มีฟันเหลืออยู่แล้ว อีธานผิวปากอย่างครึ้มใจพลางเตรียมที่นอนให้เจ้าม้าสีเทาทั้งสอง และสลัดข้าวโอ๊ตลงรางอาหารให้พวกมันเพิ่ม ลูกคอเขาไม่ได้เรื่องได้ราวนัก แต่ร้องเพลงแหบห้าวออกมาดังลั่นขณะที่ลั่นดาลคอกม้า แล้วกระโดดโลดเต้นขึ้นเนินไปยังตัวบ้าน เมื่อไปถึงระเบียงหน้าครัว เขาเอื้อมมือหมุนลูกบิด แต่ประตูกลับไม่ยอมเปิดออกตามแรงบิด
    ด้วยความตกใจที่ประตูล็อกอยู่ เขาจับลูกบิดเขย่าเต็มแรง จากนั้นถึงคิดได้ว่าแมตตีอยู่บ้านตามลำพัง เป็นเรื่องปกติที่หล่อนจะล็อกประตูบ้านแน่นหนาในตอนกลางคืน เขายืนรอฟังเสียงฝีเท้าของหล่อนอยู่ในความมืด ทว่ากลับไม่มีเสียงใดให้ได้ยิน หลังจากเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ร้องเรียกออกไปด้วยกระแสเสียงอันเปี่ยมล้นความสุข “แมตต์ นี่ฉันเอง”
    คำตอบคือความเงียบ แต่ราวหนึ่งนาทีต่อมาเขาจึงได้ยินเสียงเดินลงบันไดมา และเห็นแสงลอดผ่านใต้กรอบประตูเช่นเดียวกับที่เห็นในคืนที่ผ่านมา น่าประหลาดเหลือที่เหตุการณ์ช่างตรงกับสิ่งที่เกิดเมื่อคืนอย่างไม่ผิดเพี้ยน ขณะได้ยินเสียงไขกุญแจ เขาอดนึกไม่ได้ว่าจะเห็นภรรยาของตนยืนอยู่ ณ ธรณีประตูตรงหน้า ทว่าประตูก็เปิดออก และแมตตียืนประจันหน้ากับเขา
    หล่อนยืนอยู่ในท่าเดียวกันกับซีนา มือข้างหนึ่งยกตะเกียงชูขึ้น มีความดำมืดของห้องครัวเป็นฉากหลัง หล่อนชูตะเกียงอยู่ในระดับเดียวกับที่ซีนายก และภาพที่เห็นอย่างแจ่มชัดเช่นกันคือ ลำคอแบบบางอ่อนวัย และข้อมือสีน้ำตาลอ่อนซึ่งเรียวเล็กคล้ายข้อมือเด็ก แสงตะเกียงที่สาดขึ้นกระทบริมฝีปากของหล่อนเป็นหย่อมวาววับ ล้อมนัยน์ตาทั้งสองของหล่อนด้วยเงาสีม่วง และทาบสีขาวปานน้ำนมอยู่เหนือโค้งคิ้วสีดำ
    หล่อนสวมชุดสีเข้มตัวที่สวมเป็นประจำ ไม่มีโบผูกที่ลำคอ แต่มีริบบิ้นสีแดงเข้มระลงมาแทรกในเรือนผม สิ่งนี้เป็นดั่งบรรณาการเพิ่มนอกเหนือจากการแต่งตัวตามปกติ ทั้งยังเปลี่ยนโฉม และทำให้หล่อนยิ่งงดงามเป็นพิเศษ อีธานรู้สึกว่าดูหล่อนตัวสูงขึ้น อวบอิ่มขึ้น แถมยังแลดูเป็นผู้หญิงมากขึ้นทั้งรูปร่างและท่วงท่า หล่อนเบี่ยงตัวให้ทางพร้อมกับยิ้มโดยไม่เอ่ยคำใดขณะที่เขาเข้าไปในบ้าน จากนั้นก็เดินแยกจากเขาไปด้วยอาการเยื้องย่างที่พลิ้วไหวนุ่มนวล หล่อนวางตะเกียงลงบนโต๊ะ เขาจึงเห็นว่าบนโต๊ะจัดอาหารไว้เรียบร้อยแล้ว โดนัทอบใหม่ๆ สตูว์บลูเบอร์รี และผักดองของโปรดของเขาจัดวางอยู่ในจานแก้วสีแดงสด แสงไฟสุกปลั่งลุกโพลงอยู่ในเตา เจ้าเหมียวนอนยาวอยู่หน้าเตา นัยน์ตาหรี่ปรือของมันเมียงมองมาทางโต๊ะอาหาร
    อีธานรู้สึกตีบตันในคอด้วยความปลื้มปีติ เขาเอาเสื้อโค้ตไปแขวนในห้องโถงและถอดรองเท้าบู๊ตเปียกออก เมื่อเขากลับมา ก็เห็นว่าแมตตีได้วางกาน้ำชาไว้บนโต๊ะ ส่วนเจ้าแมวกำลังเคลียเคล้าเบียดถูตัวกับข้อเท้าของหล่อนอยู่ไปมา
    “เอ๊ เจ้าเหมียวนี่ ฉันเกือบจะเผลอเหยียบเข้าแล้วเชียว” หล่อนร้องขึ้น นัยน์ตาฉายประกายขบขันลอดขนตาหนาเป็นแพออกมา
    อีธานรู้สึกเสียวปลาบในอกด้วยความริษยา หน้าหล่อนแดงซ่านเป็นประกายเช่นนี้ จะเป็นเพราะเขากลับบ้านไปได้เชียวหรือ
    “เอ้อ แมตต์ มีใครมาบ้านหรือเปล่า” เขาถามขึ้น แสร้งทำทีเป็นก้มลงตรวจดูเตาไฟยึดแน่นหรือเปล่า
    หล่อนพยักหน้าและหัวเราะ “มีค่ะ คนเดียว” และเขารู้ได้ว่าเกิดเงาดำขึ้นบนหว่างคิ้วของตน
    “ใครมาหรือ” เขาถาม ยืดตัวขึ้นพร้อมกับมองจ้องตามองหล่อนเขม็ง
    นัยน์ตาของหล่อนเป็นประกายวิบวับอย่างเจ้าเล่ห์ “ก็โจแธม พาวเวลล์ไงคะ เขามาถึงก็เข้ามาขอกาแฟดื่มก่อนกลับบ้าน”
    เงาดำลอยหายไป และแสงก็สาดสว่างไสวอยู่ในหัวของอีธาน “อย่างนั้นเองหรือ ฉันหวังว่าเธอคงยกกาแฟมาให้เขาสักถ้วยด้วยนะ” เขาเว้นระยะ และเอ่ยเสริมด้วยรู้สึกว่าเป็นการเหมาะสมที่จะพูด “เขาส่งซีนาไปถึงแฟลตส์เรียบร้อยดีกระมัง”
    “ค่ะ ทันเวลาเหลือเฟือเสียอีก”
    ชื่อนั้นส่งกระแสเย็นเยือกมากั้นกลางระหว่างคนทั้งสอง ทั้งคู่ได้แต่ยืนอยู่เช่นนั้นครู่หนึ่งโดยเหลือบตามองอีกฝ่ายจากหางตา จนกระทั่งแมตตีเอ่ยขึ้นกึ่งหัวเราะกึ่งเขินอาย “ฉันว่าน่าจะได้เวลาอาหารค่ำแล้วนะคะ”
    ทั้งสองเลื่อนเก้าอี้เข้าหาโต๊ะ ส่วนเจ้าแมวกระโดดผลุงขึ้นนั่งกลางบนเก้าอี้ของซีนาทั้งที่ไม่มีผู้ใดเชื้อเชิญ “อุ๊ย เจ้าเหมียวนี่!” แมตตีอุทาน ทั้งคู่หัวเราะออกมาอีกครั้ง
    เมื่อครู่ อีธานรู้สึกว่าตัวเองเกือบจะอยู่ในอารมณ์ซึ่งพูดจาได้คล่องปากไม่ติดขัด ทว่าทันทีที่เอ่ยชื่อซีนาออกไป เขากลับกลายเป็นอัมพาตพูดไม่ออก แมตตีเองก็ดูจะติดเชื้อความขวยเขินจากเขาไปด้วย หล่อนนั่งหลุบตาจิบชา ส่วนเขาก็แสร้งทำท่าเอร็ดอร่อยกับโดนัทอันแล้วอันเล่าและผักดองหวาน ท้ายที่สุด หลังจากใคร่ครวญหาประโยคเปิดฉากที่น่าจะดีที่สุดอยู่นาน เขาจึงจิบชาอึกใหญ่ แล้วจึงพูดขึ้น “ดูท่าทางหิมะคงจะตกมาอีก”
    หล่อนทำท่าเป็นสนอกสนใจล้นเหลือ “อย่างนั้นหรือคะ คุณคิดว่าจะทำให้ซีนากลับมาช้าไปอีกหรือคะ” หล่อนหน้าแดงซ่านเมื่อคำพูดนี้หลุดจากปาก รีบวางถ้วยชาที่ถืออยู่ลงทันที
    อีธานเอื้อมไปตักผักดองเพิ่ม “บอกไม่ได้เหมือนกัน หน้านี้แถวแฟลตส์มักจะมีหิมะตกหนา” ชื่อของซีนาทำให้เขาชะงักงันไปอีก และรู้สึกราวกับว่าซีนามาอยู่ในห้อง กั้นกลางระหว่างคนทั้งสองอีกครั้ง
    “เฮ้อ เจ้าเหมียว ตะกละเหลือเกินนะเรา” แมตตีร้องขึ้น
    เจ้าแมวดอดขึ้นจากเก้าอี้ของซีนาขึ้นมาบนโต๊ะโดยทั้งคู่ไม่ทันสังเกต มันยืดตัวลับๆ ล่อๆ หมายตาเหยือกนมซึ่งตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างอีธานกับแมตตี ทั้งสองเอื้อมมือมาข้างหน้าพร้อมกัน มือสัมผัสกันที่มือจับเหยือก มือของแมตตีอยู่ข้างล่าง และอีธานก็จับมือหล่อนไว้นานกว่าที่ควรจะเป็น เจ้าเหมียวเมื่อเห็นอาการผิดธรรมดานี้ก็ทำท่าจะถอยหลังกลับโดยไม่มีใครเห็น พอก้าวถอยหลังก็ไปเหยียบเอาจานผักดองเข้า จนจานหล่นลงพื้นดังเพล้ง
    แมตตีผุดลุกจากเก้าอี้ทันที คุกเข่าลงข้างๆ เศษจานแตก
    “โอ อีธาน อีธาน แตกเป็นชิ้นๆ เลย ซีนาต้องดุเอาแน่ๆ”
    ทว่าคราวนี้เขามีความกล้าเพียงพอ “ถ้าจะว่าก็ว่าเจ้าเหมียวซี” เขาตอบพร้อมกับหัวเราะ คุกเข่าลงข้างแมตตีพลางกอบผักดองที่กองบนพื้น
    หล่อนเงยหน้าขึ้น นัยน์ตาตื่นกลัวประสานกับสายตาเขา “ใช่ค่ะ แต่ว่าซีนาไม่เคยใช้จานใบนี้ ถึงจะมีแขกมากินอาหารก็เถอะ ฉันปีนบันไดขึ้นไปหยิบมาจากตู้เก็บถ้วยชามชั้นบนสุดที่ซีนาเก็บข้าวของดีๆ ไว้ เธอต้องอยากรู้แน่ว่าทำไมฉันถึงต้องเอาจานใบนี้มาใช้...”
    เรื่องนี้ร้ายแรงถึงขั้นที่อีธานจำต้องใช้ความมุ่งมั่นที่เก็บงำอยู่ในใจมาตลอด
    “ซีนาไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องนี้ถ้าเธอไม่บอก พรุ่งนี้ฉันจะไปซื้อจานแบบนี้มาแทนก็แล้วกัน ว่าแต่ซีนาซื้อมาจากไหน ถ้าจะต้องไปไกลถึงชาดด์ส ฟอลล์ฉันก็จะไปซื้อมาให้ได้”
    “โธ่ ถึงไปที่นั่นคุณก็หาซื้อไม่ได้หรอกค่ะ นี่มันของขวัญแต่งงานนะ คุณจำไม่ได้หรือ ส่งมาจากฟิลาเดลเฟียโน่น จากป้าของซีนาที่แต่งงานกับบาทหลวงไงคะ ซีนาถึงได้ไม่เคยหยิบมาใช้ โธ่ อีธาน อีธาน ฉันจะทำยังไงดี”
    หล่อนตั้งท่าจะร้องไห้ เขารู้สึกประหนึ่งว่าหยาดน้ำตาของหล่อนทุกหยดไหลลงอาบร่างเขาคล้ายตะกั่วหลอมร้อนเร่า “อย่าร้อง แมตต์ อย่าร้องเลย” เขาปลอบหล่อน
    หล่อนพยุงกายลุกขึ้นยืน เขาเองก็ลุกขึ้นและเดินตามหล่อนไปอย่างไม่อาจทำอะไรได้ หล่อนค่อยๆ วางเศษจานแตกบนตู้เก็บเครื่องครัว สำหรับอีธานแล้ว ดูเหมือนว่าที่แตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยนั้นคือค่ำคืนนี้ของทั้งคู่ที่พังทลายลง
    “เอาล่ะ ส่งมาให้ฉัน” น้ำเสียงเขาเปลี่ยนเป็นคำสั่งทันที
    หล่อนทำตามน้ำเสียงสั่งการของเขาตามสัญชาตญาณโดยผงะถอยไปด้านข้าง “อีธาน คุณจะทำอะไรคะ”
    เขาเก็บเศษจานไว้ในมืออวบใหญ่นั้นโดยไม่ตอบคำถามหล่อน จากนั้นก็เดินออกจากครัวไปยังห้องโถง เมื่อไปถึงเขาจุดเทียน เปิดตู้เก็บถ้วยชาม แล้วจึงยกแขนชูขึ้นไปยังชั้นบนสุด บรรจงวางเศษจานประกบไว้ด้วยกันตามเดิม แม้กระทั่งเขาพินิจดูแล้วยังมองจากข้างล่างไม่เห็นว่าจานใบนั้นแตก หากพรุ่งนี้เช้าเอากาวมาประสานไว้ กว่าภรรยาเขาจะสังเกตเห็นก็คงจะอีกหลายเดือนผ่านไป และในระหว่างนั้นเขาอาจหาจานแบบเดียวกันนี้จากชาดด์ส ฟอลล์หรือเบตต์ส บริดจ์ได้ เมื่อพอใจแล้วว่าไม่ต้องกลัวความผิดถูกพบเห็นในเร็ววันนี้ เขาจึงเดินจดฝีเท้ากลับไปยังห้องครัว และพบแมตตีนั่งเก็บเศษผักดองชิ้นสุดท้ายอยู่บนพื้นด้วยท่าทางกลัดกลุ้ม
    “ไม่เป็นไรแล้ว แมตต์ มากินให้เสร็จเถอะ” เขาออกคำสั่ง
    แววตาเป็นประกายของหล่อนฉายผ่านม่านขนตาเปียกหยดน้ำสบตาเขาหลังจากที่สบายใจขึ้นแล้ว อีธานอกพองโตอย่างภูมิใจเมื่อเห็นว่าน้ำเสียงของเขาทำให้หล่อนสงบสติอารณ์ลงได้ หล่อนไม่ถามด้วยซ้ำว่าเขาจัดการอย่างใดลงไป นอกจากตอนลำเลียงท่อนไม้ใหญ่ลงภูเขาแล้ว เขาไม่เคยรู้สึกตื่นเต้นกับชัยชนะมากเท่านี้มาก่อนเลย


    บทที่ 5

ทั้งสองกินอาหารจนเสร็จ ขณะที่แมตตีเก็บกวาดโต๊ะ อีธานก็ออกไปดูวัวแล้วเดินตรวจรอบบ้านเป็นครั้งสุดท้าย ผืนดินทอดตัวดำเข้มอยู่เบื้องล่างท้องฟ้าซึ่งมีเมฆหนา บรรยากาศนิ่งสงบจนเขาได้ยินเสียงหิมะหล่นปุจากกิ่งไม้ลงบนพื้นดังมาเป็นพักๆ จากชายป่าซึ่งอยู่ไกลออกไป เมื่อกลับมาถึงห้องครัว เขาเห็นว่าแมตตีเลื่อนเก้าอี้ของเขามาที่เตาผิง หล่อนเองนั่งอยู่ข้างโคมไฟและกำลังเย็บผ้าอยู่ ภาพที่เห็นตรงกันทุกอย่างกับที่เขาฝันไว้เมื่อเช้านี้ เขานั่งลง ล้วงไปป์ออกมาจากกระเป๋า และเหยียดเท้าทั้งสองไปทางเปลวไฟ การงานเหนื่อยหนักในวันซึ่งอากาศหนาวจัดทำให้ตอนนี้เขารู้สึกเกียจคร้านและผ่อนคลาย คล้ายจะสับสนว่าเขากำลังอยู่ในอีกโลกหนึ่ง โลกซึ่งอุ่นสบายและทุกสิ่งสอดประสานกลมกลืน และคงอยู่โดยไม่เปลี่ยนแปรไปตามกาลเวลา ข้อเดียวที่ลดทอนอารมณ์สุขสบายของเขาในตอนนี้คือ เขามองไม่เห็นแมตตีจากจุดที่นั่งอยู่ กระนั้นเขาก็คร้านจะลุกจากที่ ครู่ต่อมาเขาเอ่ยขึ้นว่า “มานั่งข้างเตาผิงนี่สิ”
    เก้าอี้โยกว่างเปล่าของซีนาตั้งประจันหน้ากับเขา แมตตีลุกขึ้นและเดินมานั่งอย่างเชื่อฟัง เมื่อเหลือบเห็นศีรษะและเรือนผมสีน้ำตาลของหล่อน ลอยเด่นเหนือเบาะลายปะซึ่งเคยเห็นแต่วงหน้าผอมซูบของภรรยา อีธานก็ตกตะลึงไปชั่วขณะ ประหนึ่งว่าใบหน้าอีกหน้าหนึ่ง ใบหน้าของหญิงซึ่งปรากฏขึ้นมาแทนที่ ได้ทำให้ใบหน้าใหม่ที่อยู่ตรงนั้นในขณะนี้เลือนหายไปสิ้น เพียงครู่เดียวแมตตีก็คล้ายรู้สึกได้ถึงความอึดอัดแบบเดียวกัน หล่อนเปลี่ยนท่านั่ง โน้มตัวไปข้างหน้าใกล้กับชิ้นผ้าในมือ เขาจึงมองเห็นเพียงปลายจมูกนิดเดียวกับสายริบบิ้นแดงในเรือนผมของหล่อน จากนั้นหล่อนก็ลุกขึ้นยืนช้าๆ พลางพูดว่า “ฉันเย็บผ้าไม่เห็นเลยค่ะ” แล้วเดินกลับไปนั่งเก้าอี้ข้างโคมไฟตามเดิม
    อีธานหาข้ออ้างด้วยการลุกขึ้นไปเติมไฟเตา พอกลับมา เขาดันเก้าอี้ไปข้างๆ เพื่อให้มองเห็นใบหน้าด้านข้างของหล่อน และเห็นแสงไฟที่ตกลงบนมือหล่อนทั้งสองข้าง เจ้าเหมียวซึ่งเฝ้าสังเกตการเคลื่อนไหวอยู่ด้วยความฉงนกระโดดขึ้นบนเก้าอี้ของซีนา เก็บแข้งเก็บขาจนตัวกลมดิก แล้วนั่งจ้องมองคนทั้งสองด้วยนัยน์ตาหรี่ปรือ
    ความเงียบกริบแผ่คลุมไปทั่วทั้งห้อง ได้ยินเสียงเข็มนาฬิกาเดินดังมาจากบนตู้เก็บถ้วย เสียงถ่านปะทุในเตาดังมานานๆ ครั้ง มีกลิ่นฉุนจางๆ ของดอกเจอราเนียมเจือกับกลิ่นยาเส้นจากไปป์ของอีธาน ควันสีน้ำเงินล่องลอยอยู่รอบโคมไฟ เกิดเป็นใยแมงมุมสีเทาลอยอยู่ตามมุมห้องสลัวราง
    ความรู้สึกอึดอัดระหว่างคนทั้งสองมลายหายไปแล้ว การพูดคุยจึงคล่องปากขึ้น ทั้งสองคุยกันด้วยเรื่องสัพเพเหระ คาดการณ์ว่าหิมะจะตกหรือไม่ เรื่องงานชุมนุมที่โบสถ์จะจัดขึ้นครั้งต่อไป เรื่องรักและการทะเลาะเบาะแว้งในสตาร์กฟิลด์ เรื่องธรรมดาดาษดื่นที่ยกขึ้นมาพูดคุย ทำให้อีธานหลงละเมอไปว่าทั้งคู่สนิทชิดเชื้อกันมายาวนาน ที่แม้อารมณ์เสน่หาซึ่งปะออกมาก็ไม่อาจก่อให้เกิความรู้สึกนี้ได้ แล้วยังปล่อยให้จินตนาการฟุ้งไปโดยนึกวาดเรื่องราวขึ้นว่า ทั้งสองใช้เวลาค่ำคืนด้วยกันเฉกเช่นนี้เสมอมา และจะเป็นดั่งนี้ตลอดไป...
    “คืนไหนสักคืนแบบคืนนี้แหละ แมตตี ที่เราจะไปเล่นเลื่อนหิมะกัน” เขาเอ่ยขึ้นหลังจากนิ่งไปนาน พูดอย่างมั่นใจประหนึ่งว่านึกอยากจะไปคืนไหนขึ้นมาก็ไปได้ ด้วยว่ามีเวลาเหลือเฟือ
    หล่อนยิ้มให้เขา “ฉันนึกว่าคุณลืมไปแล้วเสียอีก”
    “เปล่า ฉันไม่ได้ลืม แต่คืนนี้ข้างนอกมืดเกินไป เราอาจจะไปคืนพรุ่งนี้ถ้าแสงจันทร์สว่างพอ”
    หล่อนหัวเราะชอบใจ หงายศีรษะไปด้านหลัง แสงโคมไฟเป็นประกายอยู่บนริมฝีปากและฟัน “น่าสนุกนะคะอีธาน”
    เขาจ้องหล่อนไม่ละสายตา พิศวงไปกับใบหน้าที่เปลี่ยนแปลงไปในระหว่างการสนทนา ดูคล้ายท้องทุ่งข้าวสาลียามต้องสายลมรวยรินในหน้าร้อน เขารู้สึกเคลิบเคลิ้มและจนถ้อยคำที่จะมาบรรยายมนต์เสน่ห์เช่นนั้น ทั้งเขาปรารนาอย่างยิ่งที่จะหาคำพูดใหม่ๆ มาลองดูบ้าง
    “เธอกลัวไหม ถ้าจะไปเล่นเลื่อนหิมะที่ถนนคอร์บูรีกับฉันตอนมืดๆ แบบนี้” เขาถาม
    แก้มหล่อนแดงซ่านยิ่งกว่าเดิม “ฉันก็ไม่กลัวเท่าๆ กับคุณนั่นแหละค่ะ”
    “งั้นรึ อย่างนั้นฉันก็คงกลัวเอง ฉันไม่ไปดีกว่า หัวมุมถนนตรงต้นเอลม์ใหญ่นั่นน่าหวาดเสียว ขืนใครไม่ระวังให้ดีล่ะก็ เป็นได้พุ่งไปชนแน่” เขารู้สึกเอิบอิ่มใจไปกับคำพูดอันบ่งบอกว่าเขาสามารถปกป้องและดูแลหล่อนได้ และเพื่อให้ความรู้สึกนี้เพิ่มทวียาวนานขึ้น เขาจึงเสริมว่า “ฉันว่าเราอยู่กันในบ้านก็สบายดีแล้ว”
    หล่อนหลุบเปลือกตาลงช้าๆ อย่างที่เขาหลงใหล “ใช่ค่ะ เราอยู่ในบ้านก็สบายดีแล้ว” หล่อนถอนหายใจออกมา
    เสียงพูดของหล่อนหวานละมุนจนเขาต้องถอนไปป์ออกจากปากและดึงเก้าอี้ไปใกล้กับโต๊ะที่หล่อนนั่ง เขาโน้มตัวไปข้างหน้า ยื่นมือไปแตะปลายผ้าสีน้ำตาลที่หล่อนเย็บริมอยู่ “นี่แน่ะ แมตต์” เขาเกริ่นพร้อมกับยิ้ม “รู้ไหมว่าฉันเจอใครใต้ต้นสนสปรูซบ้านวาร์นัม ระหว่างกลับบ้านเมื่อตอนเย็น”
    คำพูดนี้อยู่ในความคิดเขามาตลอดเย็นวันนี้ ทว่าเมื่อพูดออกไป เขากลับรู้สึกว่ามันทั้งหยาบคายและผิดกาละเทศะอย่างร้าย
    แมตตีหน้าแดงไปถึงไรผม เดินเข็มเร็วกว่าเดิมสองสามครั้ง พร้อมกับดึงปลายผ้ามาจากเขาอย่างลืมตัว “ฉันเดาว่าเป็นรูธกับเน็ด” หล่อนพูดเสียงเบา ราวกับว่าจู่ ๆ เขาพูดถึงเรื่องอะไรบางอย่างที่สลักสำคัญ
    อีธานเคยนึกว่าการเอ่ยถึงเรื่องนี้ จะเปิดทางให้ทั้งสองมีอารมณ์ขันเกี่ยวกับเรื่องซึ่งรู้กันอยู่แล้ว อาจจะนำไปสู่การลูบไล้สัมผัส แม้ว่าจะเป็นเพียงการแตะมือของหล่อนอย่างไม่แฝงเจตนาใดๆ ก็ตาม บัดนี้เขารู้สึกว่าการหน้าแดงของหล่อนเป็นประหนึ่งกำแพงไฟล้อมหล่อนไว้ เขาเดาว่า นิสัยเงอะงะไม่คล่องแคล่วคงเป็นเหตุให้เขารู้สึกเช่นนี้ เพราะเขารู้ดีว่าพวกหนุ่มๆ ส่วนมากไม่ได้คิดอะไรมากในการจะจูบสาวสวยสักคน และเขายังจำได้ว่า เมื่อคืนวานตอนที่โอบแมตตีไว้ในอ้อมแขน หล่อนมิได้แข็งขืนเขา แต่ตอนนั้นเป็นนอกบ้าน ภายใต้ค่ำคืนอันมีมนต์เสน่ห์ยากจะขัดขืน เวลานี้ ในห้องอันอบอุ่นและสว่างด้วยแสงจากโคมไฟ ในบรรยากาศที่เหมาะสมเป็นใจ หล่อนกลับดูคล้ายจะอยู่ห่างเขาอย่างไม่อาจประมาณได้ และไม่อาจเอื้อมถึง
    เพื่อคลายความอึดอัด เขาจึงพูดขึ้นว่า “ฉันว่าคู่นี้เขาคงกำหนดวันแต่งกันเร็วๆ นี้แหละ”
    “ค่ะ ฉันจะไม่แปลกใจเลยถ้าสองคนนี้แต่งงานกันในฤดูร้อนหน้า” หล่อนออกเสียงคำว่า ‘แต่งงาน’ ราวกับจะลูบไล้ทะนุถนอมมัน ฟังดูเหมือนเสียงฝีเท้าสวบสาบแอบย่องไปยังท้องทุ่งอันงดงามมีมนต์ขลัง อีธานรู้สึกวาบในช่องท้อง และพูดขึ้นพร้อมกับขยับตัวออกห่างจากหล่อนนิดๆ แม้จะยังนั่งบนเก้าอี้ “ฉันมั่นใจว่า งานต่อไปต้องถึงตาเธอบ้างแล้ว”
    หล่อนหัวเราะไม่ค่อยเต็มเสียง “ทำไมคุณชอบพูดแบบนี้อยู่เรื่อยนะคะ”
    เขาหัวเราะคลอไปกับหล่อน “ฉันคงจะพูดบ่อยๆ ให้ตัวเองชินไว้มั้ง”
    เขาเลื่อนเก้าอี้มาใกล้โต๊ะอีกครั้ง และหล่อนยังเย็บผ้าต่อไปอย่างเงียบๆ ขนตาหลุบลง ขณะที่เขานั่งมองมือหล่อนเคลื่อนไหวขึ้นลงเหนือแถบผ้าด้วยความฉงนสนเท่ห์ คล้ายกับมองดูนกคู่หนึ่งบินโฉบลงเหนือรังของพวกมัน ในที่สุด โดยไม่ได้หันศีรษะมาทางเขาหรือเหลือบตาขึ้นมอง หล่อนเอ่ยขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบา “ไม่ใช่เพราะคุณคิดว่าซีนาไม่อยากให้ฉันอยู่บ้านนี้ ใช่ไหมคะ”
    ความกลัวที่ผุดขึ้นเมื่อเช้าโหมฮือเต็มอกเมื่อได้ยินคำพูดนี้ “อะไร เธอหมายความว่ายังไง” เขาถามไปตะกุกตะกัก
    หล่อนเหลือบตาหม่นหมองขึ้นสบตาเขา ผ้าในมือตกลงบนโต๊ะระหว่างทั้งสอง “ฉันก็ไม่รู้ ฉันคิดว่าเมื่อคืนซีนาคงไม่ชอบใจฉัน”
    “ฉันอยากรู้ว่ามันเรื่องอะไรกัน” เขาคำรามลอดไรฟัน
    “ไม่มีใครเดาความคิดซีนาออกหรอกค่ะ” นี่เป็นครั้งแรกที่คนทั้งคู่พูดถึงความรู้สึกของซีนาที่มีต่อแมตตีอย่างเปิดเผย และเมื่อหล่อนเอ่ยย้ำนามนั้นอีกครา ก็ดูราวกับคำนั้นจะถูกส่งข้ามไปยังมุมห้องด้านตรงข้าม และแล่นกลับมายังคนทั้งสองด้วยเสียงสะท้อนยาวนาน แมตตีนิ่งรอ ประหนึ่งจะให้เวลาเสียงสะท้อนนั้นแผ่วจางลงไป ก่อนจะกล่าวต่อ “เธอไม่ได้พูดอะไรกับคุณหรือคะ”
    เขาส่ายหน้า “ไม่ได้พูดอะไรเลย”
    หล่อนสะบัดผมที่ปรกหน้าผากพร้อมกับหัวเราะ “สงสัยฉันจะคิดมากไปเอง งั้นฉันจะไม่คิดถึงเรื่องนี้อีกแล้วค่ะ”
    “ใช่ ใช่แล้ว แมตต์ อย่าไปคิดถึงมันอีก”
    น้ำเสียงเขาฉุนเฉียวขึ้นมาทันที ทำให้หล่อนหน้าแดงอีกครั้ง ไม่ใช่แดงก่ำทันที ทว่าค่อยๆ ระเรื่อขึ้นอย่างแช่มช้า ราวกับเป็นเงาสะท้อนของความคิดที่ค่อยๆ คืบคลานเข้าสู่หัวใจ หล่อนนั่งเงียบกริบ สองมือเกาะกุมอยู่บนผ้า เขารู้สึกดั่งมีกระแสอบอุ่นไหลเลื่อนมาสู่ร่างเขา ผ่านมาทางผ้าชิ้นที่ยังคงวางแผ่อยู่ระหว่างคนทั้งสอง เขาคว่ำมือเลื่อนไปตามโต๊ะอย่างระมัดระวัง จนกระทั่งปลายนิ้วแตะถึงปลายผ้า ขนตาหล่อนไหวนิดๆ ดูเหมือนหล่อนจะรับรู้อิริยาบถของเขาได้ ทั้งยังได้รับกระแสอุ่นๆ นั้นไปด้วย หล่อนปล่อยให้มือทั้งสองข้างวางนิ่งอยู่บนปลายผ้าแต่ละด้าน
    ขณะนั่งอยู่เช่นนั้น หูเขาแว่วเสียงจากด้านหลังจึงหันศีรษะไปมอง เจ้าแมวกระโดดลงจากเก้าอี้ของซีนา โผตะครุบหนูตรงเชิงผนัง การเคลื่อนไหวปุบปับของมันเป็นเหตุให้เก้าอี้โยกไปมาราวกับผีผลัก
    ‘พรุ่งนี้เธอก็จะมานั่งโยกเก้าอี้ของเธอแล้ว’ อีธานคิด ‘ฉันกำลังอยู่ในฝัน นี่เป็นเพียงคืนเดียวที่เราจะได้อยู่ด้วยกันตามลำพัง’ ความจริงที่กลับคืนมาช่างเจ็บปวด ราวกับยามที่รู้สึกตัวขึ้นหลังจากหมดสติไปด้วยฤทธิ์ยาสลบ ร่างกายและสมองของเขารวดร้าวจากความเหนื่อยล้าอันไม่อาจบรรยายได้ เขาคิดไม่ออกว่าจะพูดหรือทำอะไรที่จะหยุดยั้งห้วงเวลาซึ่งผ่านไปราวกับติดปีกบินนี้
    อารมณ์เขาที่เปลี่ยนไปกะทันหันดูจะส่งผ่านไปถึงแมตตีให้รับรู้ได้ หล่อนเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างอ่อนแรง คล้ายหนังตาหนักอึ้งง่วงงุนจนหล่อนต้องออกแรงยกมันขึ้น ก่อนจะหลุบตาลงมองมือของเขาซึ่งบัดนี้อยู่ใต้ปลายผ้าทั้งหมด และกุมผ้าเอาไว้ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของตัวหล่อน เขาเห็นใบหน้าหล่อนสะท้านเพียงน้อยนิด และโดยไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรลงไป เขาก้มศีรษะลงจูบปลายผ้าในมือ ขณะที่ริมฝีปากแนบอยู่กับผ้า เขาก็รู้สึกว่าผ้าค่อย ๆ เลื่อนจากไป และจึงเห็นว่าแมตตีลุกขึ้นยืนและกำลังม้วนผ้าเก็บ แล้วใช้เข็มหมุดตรึงไว้ จากนั้นก็เก็บปลอกนิ้วเย็บผ้ากับกรรไกรพร้อมกับม้วนผ้าลงกล่องซึ่งคลุมด้วยผ้าลายสวยงามที่เขาซื้อมาให้จากเบ็ตต์สบริดจ์
    เขาลุกขึ้นยืนตาม มองรอบห้องอย่างเหม่ลอย นาฬิกาเหนือตู้เก็บถ้วยชามตีบอกเวลาห้าทุ่ม
    “ไฟในเตาเรียบร้อยดีใช่ไหมคะ” หล่อนถามเบาๆ
    เขาเปิดฝาเตา แหย่ไม้เขี่ยฟืนแบบส่งๆ เมื่อยืดตัวขึ้นยืนอีกครั้ง เขาเห็นหล่อนเลื่อนกล่องสบู่เก่ารองด้วยพรมอันเป็นที่นอนของแมวเข้ามาใกล้เตา จากนั้นเดินข้ามห้องไปหยิบกระถางดอกเยอราเนียมสองกระถางไปวางไว้ให้ห่างจากหน้าต่างเย็นเยียบ เขาเดินไปช่วยหล่อนย้ายกระถางเยอราเนียมที่เหลือ รวมทั้งหน่อไฮยาซินธ์ในชามคัสตาร์ดร้าว และกระถางเถาเยอรมันไอวีซึ่งดัดเลื้อยอยู่กับห่วงโครเกต์เก่า
    เมื่อจัดการงานประจำค่ำคืนเสร็จก็ไม่มีอย่างอื่นต้องทำอีก นอกจากไปหยิบเทียนในกระป๋องมาจากห้องโถง จุดเทียน แล้วดับโคมไฟ อีธานยื่นเทียนส่งให้แมตตี หล่อนเดินนำหน้าเขาออกจากห้องครัว แสงสว่างที่ถืออยู่ข้างหน้าทำให้เรือนผมสีเข้มของหล่อนดูประหนึ่งกลุ่มหมอกบนดวงจันทร์
    “ราตรีสวัสดิ์ แมตต์” เขาเอ่ยขณะที่หล่อนวางเท้าบนบันไดขั้นแรก
    หล่อนหันหน้ากลับมามองเขาอยู่ชั่วครู่ “ราตรีสวัสดิ์ค่ะ อีธาน” หล่อนตอบแล้วเดินขึ้นบันไดไป
    เมื่อประตูห้องหล่อนปิดลง เขานึกขึ้นมาได้ว่าเขาไม่ได้แตะมือหล่อนด้วยซ้ำ


    บทที่ 6

เช้าวันรุ่งขึ้นระหว่างกินอาหารเช้า โจแธม พาวเวลล์นั่งกลางระหว่างคนทั้งคู่ และอีธานพยายามซ่อนความสบายใจไว้ภายใต้อาการเฉยชาจนผิดธรรมดา เขานั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้และโยนเศษอาหารให้แมว ทำเสียงคำรามในคอกับสภาพอากาศเลว และไม่ยอมอาสาช่วยแมตตีตอนที่หล่อนลุกขึ้นเก็บจานจากโต๊ะ เขาบอกไม่ถูกว่าทำไมจึงรื่นเริงใจอย่างไร้สาเหตุ เพราะชีวิตของทั้งเขาและหล่อนหาได้มีอะไรเปลี่ยนไปไม่ เขาไม่ได้แตะหล่อนแม้แต่ปลายก้อย และไม่ได้มองหล่อนเต็มตาสักครั้ง แต่การได้ใช้เวลาเมื่อค่ำคืนด้วยกันทำให้เขามองเห็นภาพว่า ชีวิตที่มีหล่อนอยู่ข้างกายจะเป็นเช่นไร และตอนนี้เขาก็ดีใจว่าเขาไม่ได้ทำอะไรให้ความหวานซึ้งของภาพนั้นเสียหายไป เขาได้แต่นึกว่าหล่อนย่อมจะรู้ว่าสิ่งใดที่รั้งเขาไว้เมื่อคืนนี้
    ยังเหลือไม้ชุดสุดท้ายที่ต้องขนเข้าไปในหมู่บ้าน โจแธม พาวเวลล์ ซึ่งปกติแล้วไม่ได้ทำงานให้กับอีธานทุกวันในหน้าหนาว ได้ ‘แวะ’ มาช่วยงานนี้ ทว่าหิมะเปียกแฉะซึ่งละลายกลายเป็นน้ำฝนปนลูกเห็บตกลงมาเมื่อคืน วันนี้ถนนจึงแปรสภาพเป็นกระจกไปหลายสาย แถมอากาศยังมีความชื้นมากขึ้นอีก ชายทั้งสองรู้สึกตรงกันว่าอากาศจะ ‘เบา’ ลงในช่วงบ่าย ซึ่งจะขนไม้ได้อย่างปลอดภัยกว่า ดังนั้นอีธานจึงเสนอกับผู้ช่วยว่า น่าจะไปขนไม้ในป่าขึ้นเลื่อนให้เสร็จเสียก่อนเหมือนที่ทำเมื่อเช้าวานนี้ แล้วค่อยเดินทางเข้าสตาร์กฟิลด์ตอนบ่าย แผนการดังว่านี้มีข้อดีอยู่ที่ว่า เขาสามารถให้โจแธมไปรับซีนาที่แฟลต์สหลังจากรับประทานอาหารเสร็จ ส่วนเขาก็จะนำไม้ไปส่งในหมู่บ้านเอง
    เขาบอกให้โจแธมออกไปเทียมม้าสีเทาทั้งคู่ และเขาจึงได้อยู่ในห้องครัวตามลำพังกับแมตตีอีกครู่หนึ่ง หล่อนรวบรวมจานอาหารเช้าไว้ในอ่างล้างจาน และก้มตัวอยู่เหนืออ่างโดยลำแขนเปลือยเปล่ามาถึงข้อศอก ไอร้อนจากน้ำร้อนก่อให้เกิดเม็ดเหงื่อจับอยู่บนหน้าผาก และผมยุ่งๆ ของหล่อนผูกรวบไว้เป็นวงเล็กๆ สีน้ำตาล คล้ายกับเถาไม้เลื้อยที่เลื้อยอยู่ริมรั้ว
    อีธานยืนมองหล่อนด้วยใจอัดอั้น อยากจะพูดออกไปว่า ‘เราจะไม่มีวันได้อยู่กันตามลำพังแบบนี้อีกแล้ว’ แต่เขากลับเอื้อมมือหยิบถุงยาเส้นจากชั้นในตู้เก็บถ้วยชามมาใส่กระเป๋ากางเกง และเอ่ยว่า “ฉันคิดว่าน่าจะกลับมากินมื้อกลางวันที่บ้านทัน”
    หล่อนตอบเพียงว่า “ค่ะ อีธาน” และเมื่อเดินออกไปเขาก็ได้ยินเสียงหล่อนร้องเพลงไปพลางขณะล้างจาน
    เขาตั้งใจว่าทันทีที่ขนไม้ขึ้นเลื่อนเรียบร้อย จะให้โจแธมกลับไปที่ไร่และรีบเดินเข้าหมู่บ้าน เพื่อซื้อกาวมาติดจานผักดอง ตามธรรมดาแล้วเขาน่าจะมีเวลาพอจะทำตามแผนนี้ ทว่าทุกอย่างกลับคลาดเคลื่อนไปหมด ระหว่างเดินทางไปยังป่า ม้าตัวหนึ่งเกิดลื่นบนน้ำแข็งและโดนน้ำแข็งบาดตรงหัวเข่า พอจับม้าลุกขึ้นยืนได้ โจแธมต้องกลับไปเอาผ้าจากคอกม้ามาพันแผล เท่านั้นยังไม่พอ หลังจากเริ่มขนไม้ ฝนปนลูกเห็บก็ตกลงมาอีก ท่อนไม้จึงลื่น จนต้องใช้เวลานานเป็นสองเท่ากว่าจะขนขึ้นวางบนเลื่อนเสร็จ สภาพแบบนี้เองที่โจแธมเรียกว่า งานยามเช้าชวนให้อารมณ์เสีย ม้าทั้งคู่ตัวสั่นงันงกยืนย่ำเท้าอยู่กับที่ก็ดูเหมือนจะไม่ชอบงานนี้พอๆ กับชายทั้งสอง กว่าจะเสร็จเรียบร้อยจึงเลยเวลาอาหารไปนาน อีธานจำต้องล้มเลิกแผนการเข้าไปในหมู่บ้าน เพราะอยากจะนำม้าเจ็บกลับไปบ้านและล้างแผลด้วยตัวเอง
    เขาคิดว่าหากเริ่มขนไม้ทันทีหลังกินอาหารกลางวันเสร็จ เขาอาจจะเลยไปซื้อกาวและกลับมายังบ้านไร่ทัน ก่อนที่โจแธมกับเจ้าม้าชราจะมีเวลาไปรับซีโนเบียจากแฟลตส์ แต่เขารู้ว่าโอกาสมีน้อยนิดเหลือเกิน ขึ้นอยู่กับสภาพถนน และขึ้นอยู่กับว่ารถไฟจากเบตต์สบริดจ์มาถึงล่าช้าเพียงไร ในตอนหลังเขานึกย้อนอย่างเย้ยหยันตัวเอง จำได้ว่าเขานึกชั่งความเป็นไปได้เหล่านี้อย่างเคร่งเครียดเพียงใด
    หลังรับประทานกลางวัน เขาออกเดินไปยังป่าทันที ไม่กล้าอ้อยอิ่งรอให้โจแธม พาวเวลล์ออกไปก่อน ชายผู้มาช่วยงานแลกค่าจ้างยังคงนั่งผึ่งเท้าเปียกอยู่หน้าเตาผิงตอนเขาออกมา และอีธานได้แต่เหลือบไปมองแมตตีแวบเดียว พร้อมกับพูดเบาๆ ว่า “ฉันจะรีบกลับมา”
    เขาคิดไปว่าหล่อนพยักหน้ารับรู้ ได้เพียงความชื่นใจน้อยนิดเท่านี้เขาก็ออกเดินทางฝ่าสายฝนไป
    เขาพาไม้เข้าหมู่บ้านไปได้ครึ่งทาง โจแธม พาวเวลล์ก็ตามมาทัน เคี่ยวเข็ญเจ้าม้าชรามุ่งหน้าไปยังแฟลตส์ ‘ฉันต้องรีบแล้ว’ อีธานนึกในใจ ขณะที่เลื่อนของโจแธมลงเนินเบื้องหน้าเนินเขาบริเวณอาคารโรงเรียน เขาขนไม้ลงอย่างรีบเร่งราวกับมีชายสิบคนช่วยกันขน พอเสร็จก็รีบรุดไปยังร้านของไมเคิล อีเดะเพื่อหาซื้อกาว อีเดะกับลูกมือ ‘ไม่อยู่ร้าน’ กันทั้งคู่ เจ้าหนุ่มเดนิสซึ่งน้อยครั้งจะลดตัวมาเฝ้าร้าน นั่งทอดหุ่ยอยู่ข้างเตาผิงกับเพื่อนหนุ่มรุ่นกระทงในสตาร์กฟิลด์อีกสองสามคน เด็กหนุ่มพวกนี้ทักทายอีธานด้วยคำยกยอแฝงความหมายเยาะหยัน และชวนพูดคุยสรวลเสเฮฮา แต่ไม่มีใครรู้ว่ากาวเก็บอยู่ที่ใด อีธานร้อนใจอยากจะกลับไปอยู่ตามลำพังกับแมตตีเป็นครั้งสุดท้าย เขายืนกระสับกระส่ายขณะที่เดนิสค้นหากาวในซอกมุมมืดของร้านอย่างสะเปะสะปะ
    “ดูเหมือนจะหมดแล้ว แต่ถ้าคุณรอให้พ่อผมกลับมา บางทีแกอาจจะหาให้ได้สักขวด”
    “ขอบใจ ฉันจะลองไปดูที่ร้านโฮมานก่อน” อีธานตอบ อยากออกไปจากร้านเต็มที
    สัญชาตญาณพ่อค้าของเดนิสทำให้เด็กหนุ่มสบถสาบานว่า อะไรที่ร้านอีเดะไม่มี ก็อย่าหมายว่าจะมีในร้านของแม่ม่ายโฮมาน แต่อีธานไม่เชื่อลมปากคุยโตนั้น เขาปีนขึ้นเลื่อนและขับไปยังร้านค้าคู่แข่งของร้านไมเคิล แล้วเมื่อไปถึง หลังจากคุ้ยค้นอยู่เนิ่นนาน แม่ม่ายโฮแมนก็ซักถามอย่างเห็นอกเห็นใจว่าเขาจะเอากาวไปติดอะไร และถ้าหาไม่เจอจริงๆ จะพอใช้แป้งเปียกแทนได้ไหม ในที่สุดหล่อนก็ค้นจนเจอขวดกาว ซึ่งดอดไปซ่อนอยู่กลางบรรดายาอมแก้ไอและสายรัดเสื้อคอร์เซ็ต
    “หวังว่าซีนาคงไม่ได้ทำของรักของหวงตกแตกหรอกนะ” หล่อนร้องตามหลังขณะที่เขาหันหัวม้ามุ่งสู่บ้าน
    ฝนลูกเห็บซึ่งตกหนักเป็นพักๆ บัดนี้กลายเป็นสายฝนโปรยลงมาไม่ขาดสาย ม้าทั้งสองต้องผจญกับงานหนักแม้ว่าจะไม่มีของบรรทุกแล้วก็ตาม มีอยู่ครั้งหรือสองครั้งที่อีธานได้ยินเสียงกระดิ่งเลื่อน และหันไปมองด้วยนึกว่าซีนากับโจแธมอาจจะตามมาทัน ทว่าก็มองไม่เห็นเจ้าม้าแก่สีข้าวเปลือกนั่น เขาจึงหันหน้ากลับไปประจันสายฝนและกระตุ้นม้าคู่อุ้ยอ้ายต่อไป
    คอกม้าว่างเปล่าอยู่ขณะที่เขาจูงม้าทั้งสองเข้าไป และหลังจากจัดการดูแลม้าอย่างลวกๆ ชนิดที่ไม่เคยทำมาก่อน เขาก็สาวเท้าตรงไปยังตัวบ้านและผลักประตูครัวเข้าไป
    แมตตีอยู่ในครัวตามลำพัง อย่างที่เขานึกภาพเอาไว้ หล่อนยืนก้มอยู่เหนือหม้อบนเตา แต่เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า หล่อนก็หันมาอย่างตกใจและโผเข้ามาหา
    “ดูนี่สิ แมตต์ ฉันได้กาวมาติดจานแล้ว เอาจานมาให้ฉันเร็วเข้า” เขาร้องบอก ชูขวดกาวเขย่า พลางดันตัวหล่อนไปด้านข้างเบาๆ ทว่าหล่อนดูคล้ายไม่ได้ยินที่เขาพูด
    “อีธาน ซีนามาแล้ว” หล่อนกระซิบ มือขยุ้มแขนเสื้อเขา
    ทั้งสองยืนจ้องตากัน ใบหน้าขาวเผือดราวกับผู้ร้ายโดนจับได้
    “แต่เจ้าม้าแก่ไม่ได้อยู่ในคอกนี่” อีธานพูดตะกุกตะกัก
    “โจแธม พาวเวลล์ซื้อของจากแฟลตส์มาฝากเมียเขา เลยขับรถม้ากลับไปบ้านเลย” หล่อนอธิบาย
    เขามองไปรอบห้องครัวอย่างไม่แน่ใจว่าจะทำอย่างไรดี ห้องครัวยามนี้แลดูเยือกเย็นมัวซัวในแสงโพล้เพล้
    “ซีนาเป็นยังไงบ้าง” เขาถามด้วยเสียงกระซิบซึ่งเบาพอๆ กับเสียงของแมตตี
    หล่อนเสไปมองทางอื่นอย่างไม่มั่นใจ “ฉันไม่รู้ กลับมาถึงเธอก็ขึ้นไปบนห้องเลย”
    “ไม่ได้พูดอะไรสักคำงั้นหรือ”
    “ค่ะ”
    อีธานผิวปากเบาๆ อย่างสนเท่ห์ ก่อนจะยัดขวดกาวใส่กระเป๋ากางเกงตามเดิม “ไม่ต้องกังวลหรอก ฉันจะลงมาติดกาวตอนกลางคืนเอง” เขาพูด จากนั้นก็ดึงเสื้อโค้ตกันฝนมาอีกครั้งและกลับไปยังคอกม้าเพื่อให้อาหารม้าสีเทาทั้งสอง
    ขณะที่ยังอยู่ในคอกม้านั้นเอง โจแธม พาวเวลล์ก็ขับเลื่อนกลับมาถึง ระหว่างที่ดูแลม้า เขาเอ่ยกับโจแธม “นายก็อยู่กินอาหารเสียที่นี่สิ” เขาไม่นึกเสียใจเลยที่พยายามสร้างความมั่นใจให้ตัวเอง ด้วยการชวนโจแธมผู้เป็นกลางให้อยู่กินอาหารค่ำด้วย เพราะซีนามักจะ ‘กังวล’ มากกว่าปกติเสมอหลังจากเพิ่งกลับจากเดินทาง ธรรมดาแล้วโจแธมไม่เคยชักช้าเรื่องตอบรับคำชวนให้กินอาหารซึ่งไม่รวมในค่าจ้าง แต่คราวนี้คล้ายขากรรไกรแข็งเกร็ง เขาอ้าปากตอบอย่างเชื่องช้าว่า “ขอบคุณจริงๆ ครับ แต่ผมว่าผมกลับบ้านดีกว่า”
    อีธานมองหน้าชายลูกจ้างอย่างประหลาดใจ “น่าจะเข้าบ้านไปผึ่งเนื้อผึ่งตัวให้แห้งก่อน ดูเหมือนอาหารค่ำวันนี้จะมีอะไรร้อนๆ ให้กินเสียด้วย”
    กล้ามเนื้อบนใบหน้าของโจแธมไม่ได้ขยับเขยื้อนแสดงอาการสนใจต่อคำเชิญชวน และดูจะพูดอย่างอื่นไม่เป็นแล้ว จึงได้แต่พูดย้ำคำเดิม “ผมว่าผมกลับบ้านดีกว่า”
    อีธานรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างในคำยืนกรานปฏิเสธอาหารและเตาผิงอุ่นสบายที่บ่งบอกถึงลางร้าย เขาอดสงสัยไม่ได้ว่า อาจเกิดเหตุบางอย่างขึ้นระหว่างการเดินทางที่ทำให้โจแธมหวั่นวิตกเสียจนไม่หวั่นไหวกับสิ่งยั่วยวนเช่นนี้ บางทีซีนาอาจจะไม่ได้พบหมอคนใหม่ หรืออาจไม่ชอบใจคำแนะนำของหมอ อีธานรู้ดีว่าในกรณีเช่นนี้ มีโอกาสมากที่บุคคลแรกที่เธอพบจะต้องรับอารมณ์ไม่พอใจของเธอไปเต็มที่
    เมื่อเขาเข้าห้องครัวอีกครั้ง ตะเกียงในห้องครัวถูกจุดขึ้นแล้วในภาพเดียวกันกับความอุ่นสบายกลางแสงตะเกียงส่องสว่างของเมื่อคืนที่ผ่านมา โต๊ะอาหารจัดไว้เรียบร้อยเช่นกัน ไฟคุโชนอยู่ในเตา เจ้าแมวนอนหลับตาปรืออย่างสบายตัว แล้วแมตตีก็เดินมาโดยถือจานโดนัทไว้ในมือ
    คนทั้งสองมองตากันแวบเดียวในความเงียบ จากนั้นหล่อนจึงพูดขึ้นเช่นเดียวกับที่พูดเมื่อคืนวาน “ฉันว่าน่าจะได้เวลาอาหารค่ำแล้วนะคะ”


    บทที่ 7

อีธานเดินไปห้องโถงเพื่อแขวนเสื้อผ้าที่เปียก เขารอฟังเสียงฝีเท้าของซีนา เมื่อไม่ได้ยินก็ร้องเรียกเธอไปทางบันได เธอไม่ตอบ เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินขึ้นไปชั้นบนและเปิดประตูออก ห้องแทบจะมืดสนิท ทว่าในแสงสลัวนั้นเขาเห็นเธอนั่งอยู่ข้างหน้าต่าง ตัวตรงแหน็ว เขารู้ได้จากท่านั่งแข็งทื่อนั้นว่าเธอยังไม่ได้ผลัดชุดเดินทางออก
    “เอ้อ ซีนา” เขาเอ่ยขึ้นอย่างไม่แน่ใจจากประตู
    เธอไม่ได้ขยับตัว เขาจึงพูดต่อ “อาหารค่ำใกล้เสร็จแล้ว คุณยังไม่ลงไปหรือ”
    “ตอนนี้ฉันรู้สึกกินอะไรไม่ลงหรอก” เธอตอบ
    คำตอบนี้เป็นสูตรสำเร็จราวกับคำสวดบูชาพระผู้เป็นเจ้าก็ไม่ปาน เขาจึงคาดว่าอีกประเดี๋ยวเธอคงลุกขึ้นและลงไปกินอาหารเอง แต่เธอกลับนิ่งอยู่เช่นเดิม เขานึกหาถ้อยคำเหมาะสมอื่นใดไม่ออก นอกจาก “คุณคงเหนื่อยเพราะนั่งรถม้ามาไกล”

    คราวนี้เธอหันหน้ามา ตอบเสียงขรึมว่า“ฉันป่วยหนักกว่าที่เธอคิดมากนะ”
    คำพูดของเธอเข้าหูเขาพร้อมกับความงุนงงที่น่าประหลาด เขาได้ยินเธอประกาศเช่นนี้มาบ่อยครั้ง หากมันเป็นจริงขึ้นมาเล่าจะเป็นอย่างไร
    เขาก้าวมาในห้องมืดสลัวอีกสองสามก้าว “ฉันมั่นใจว่าคงไม่ใช่อย่างนั้นหรอก ซีนา” เขาเอ่ย
    เธอยังคงเพ่งจ้องเขาฝ่าม่านความสลัวของย่ำค่ำ สีหน้าไร้สีเลือด ทว่ายังมีอำนาจอยู่ในท่วงท่า ราวกับบุคคลซึ่งได้เลือกชะตากรรมอันยิ่งใหญ่ของตนแล้วด้วยสติสัมปชัญญะครบบริบูรณ์ “ฉันมีโรคแทรกซ้อนหลายโรค” เธอพูด
    อีธานรู้จักคำนี้ว่ามีความหมายที่พิเศษยิ่ง คนแถวนี้มี ‘ปัญหาสุขภาพ’ กันทุกคน ปัญหาเหล่านั้นเกิด ณ จุดใดจุดหนึ่งและกำหนดได้ชัดเจน มีเพียงบางคนเท่านั้นที่มี ‘โรคแทรกซ้อนหลายโรค’ การมีอาการดังว่านี้ก็เป็นข้อแตกต่างอยู่พอแรงแล้ว ทั้งส่วนใหญ่ยังรับประกันว่าต้องตายสถานเดียวอีกด้วย คนป่วยมักจะดิ้นรนรักษา ‘ปัญหาสุขภาพ’ กันหลายๆ ปี แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะยอมแพ้ต่อ ‘โรคแทรกซ้อน’ ทั้งสิ้น
    หัวใจของอีธานกระดอนไปมาระหว่างความรู้สึกสองประการซึ่งต่างกันสุดขั้ว ทว่าในชั่วขณะหนึ่ง ความสงสารก็เป็นฝ่ายมีชัย ภรรยาของเขาท่าทางเป็นทุกข์และเหงา เธอนั่งอยู่คนเดียวในความมืดโดยครุ่นคิดถึงเรื่องร้ายกาจเหล่านั้น
    “หมอคนใหม่บอกคุณว่าอย่างนั้นหรือ” เขาถาม เสียงเบาลงโดยไม่รู้ตัว
    “ใช่ เขาบอกว่า หมอคนไหนๆ ก็ต้องแนะนำให้ฉันผ่าตัด”
    อีธานรู้ว่า หากไปถามความเห็นข้อสำคัญจากบรรดาหญิงในตำบลเรื่องการรักษาด้วยวิธีผ่าตัด คำตอบจะแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งรู้สึกว่าหากได้รับการผ่าตัดก็ถือว่าเป็นเรื่องที่มีหน้ามีตา ทว่าอีกกลุ่มจะหลีกเลี่ยงด้วยมองว่าเป็นวิธีหักหาญรุนแรง สำหรับอีธานเอง เหตุผลด้านเงินทองทำให้เขาดีใจเสมอมาที่ซีนานั้นอยู่ในกลุ่มหลัง
    คำประกาศของเธอสร้างความปั่นป่วนในใจเขา จนเขาต้องหาทางเลี่ยงซึ่งอาจจะปลอบประโลมใจเธอได้บ้าง “ว่าแต่คุณรู้จักหมอคนนี้ดีแค่ไหนกัน หมอคนก่อนๆ ไม่เห็นเคยพูดแบบนี้นี่”
    เขาแลเห็นว่าตัวเองคาดผิดก่อนที่เธอจะโต้กลับมาด้วยซ้ำ เธอต้องการความเห็นใจ ไม่ใช่คำปลอบให้หายกังวล
    “ฉันไม่ต้องรอให้ใครหน้าไหนมาบอกหรอกว่าฉันทรุดหนักลงทุกวัน ทุกคนนอกจากเธอเขาเห็นกันทั้งนั้น และคนในเบตต์สบริดจ์ก็รู้จักหมอบัคกันทุกคน หมอเปิดคลินิกอยู่ในวูซเตอร์ และจะมารับให้คำปรึกษาแก่คนไข้ที่แชดด์สฟอลล์กับเบตต์สบริดจ์ทุกๆ ครึ่งเดือน ดูอย่างอีไลซา สเปียร์สก็ได้ หล่อนป่วยเป็นโรคไตจนเกือบจะไม่รอดอยู่แล้ว พอไปหาหมอบัค ตอนนี้หล่อนเดินเหินสบาย ไปร้องเพลงในโบสถ์ได้ด้วยซ้ำ”
    “ถ้างั้นก็ดี คุณต้องเชื่อฟังคำแนะนำของหมอนะ” อีธานคล้อยตาม
    เธอยังคงมองหน้าเขา “ฉันก็ตั้งใจอยู่แล้ว” เธอเอ่ยขึ้น เขาสะดุดกับน้ำเสียงใหม่ของเธอ มันไม่ใช่เสียงโอดครวญและไม่มีแววตัดพ้อต่อว่า ทว่าเย็นชาและเด็ดขาด
    “เขาต้องการให้คุณทำอะไรบ้างล่ะ” เขาถามต่อ ในใจนึกถึงค่าใช้จ่ายที่จะต้องเพิ่มขึ้น
    “เขาอยากให้ฉันจ้างคนรับใช้มาช่วยทำงาน เขาบอกว่า ฉันไม่ควรทำงานอะไรสักอย่างในบ้าน”
    “คนรับใช้หรือ” อีธานยืนนิ่งขึง
    “ใช่ และป้ามาร์ธาหาให้ฉันได้แล้วด้วย ใครๆ ก็บอกว่าฉันโชคดีหนักหนาแล้วที่หาคนรับใช้มาทำงานให้ถึงที่นี่ ฉันตกลงไปแล้วว่าจะให้หล่อนเพิ่มพิเศษดอลลาร์หนึ่ง หล่อนจะได้ไม่เปลี่ยนใจ หล่อนจะมาถึงบ่ายวันพรุ่งนี้”
    ความโกรธแค้นและตกใจต่อสู้กันอยู่ในหัวของอีธาน เขานึกว่าเธอจะเรียกร้องเอาเงิน มิใช่จะขจัดทิ้งแหล่งน้ำทิพย์ประโลมใจอันน้อยนิดของเขาไปเสียเช่นนี้ เขาไม่เชื่อคำพูดของซีนาที่บอกว่าอาการของเธอร้ายแรงอีกแล้ว เขาเห็นเพียงว่าการเดินทางไปเบตต์สบริดจ์คราวนี้ เป็นแผนของเธอกับญาติตระกูลเพียร์ซที่จะยัดเยียดภาระค่าจ้างคนใช้ใส่มือเขา และชั่วขณะนี้ความโกรธเป็นฝ่ายมีชัย
    “ถ้าคุณคิดจะจ้างคนรับใช้ คุณควรจะบอกผมก่อนจะตกลงจ้างใครไป” เขาพูด
    “ฉันจะบอกเธอก่อนได้ยังไงล่ะ ฉันรู้ล่วงหน้าที่ไหนว่าหมอบัคจะแนะนำว่าอะไร”
    “อ้อ หมอบัค” ความไม่เชื่อถือของอีธานเผยตัวออกมาเป็นเสียงหัวเราะหึสั้นๆ “หมอบัคอะไรนี่บอกคุณด้วยหรือเปล่าว่าผมจะหาเงินจากไหนมาจ้างคนใช้”
    เสียงของซีนาดังเกรี้ยวโกรธเมื่อได้ยินคำพูดนี้ “เปล่า เขาไม่ได้บอก เพราะฉันละอายเกินกว่าจะบอกหมอว่าเธอขี้เหนียวเงินที่จะรักษาฉัน ทั้งที่ฉันล้มป่วยก็เพราะช่วยพยาบาลแม่ของเธอนั่นแหละ”
    “คุณป่วยเพราะพยาบาลแม่งั้นหรือ”
    “ใช่สิ ตอนนั้นพ่อแม่ฉันยังพูดเลยว่า ถ้าฉันไม่แต่งงานกับเธอหลังจาก...”
    “ซีนา!”
    ท่ามกลางความมืดซึ่งช่วยบดบังใบหน้าเอาไว้ ความคิดของคนทั้งสองพุ่งทะยานเข้าใส่กันประดุจงูเห่าสองตัวพ่นพิษพิฆาตกันและกัน อีธานตกตะลึงกับการประคารมอันน่าสยดสยอง และละอายกับสิ่งที่เขามีส่วนกระทำลงไป มันช่างไร้เหตุผลและป่าเถื่อนไม่ต่างอะไรกับการลงไม้ลงมือต่อสู้ระหว่างศัตรูคู่แค้นกลางความมืด
    เขาหันไปทางหิ้งไม้เหนือปล่องไฟ และจุดเทียนขึ้นเล่มหนึ่ง ในตอนแรกเปลวไฟอ่อนแรงยังไม่อาจแทรกตัวเข้ามาในความมืดของห้องได้ ครู่ต่อมาใบหน้าเคร่งเครียดของซีนาก็ปรากฏให้เห็นจากบานหน้าต่างไร้ม่าน หน้าซึ่งก่อนหน้านี้เป็นสีเทาบัดนี้กลายเป็นสีดำ
    นี่เป็นการทะเลาะกันจริงจังครั้งแรกในช่วงเวลาเจ็ดปีอันเศร้าหมองที่ทั้งคู่อยู่ด้วยกันมา และอีธานรู้สึกว่าการที่เขาลดตัวไปตอบโต้เธอเป็นการสูญเสียบางสิ่งไปอย่างไม่อาจเรียกคืนได้ กระนั้นก็ตาม เขาไม่อาจเพิกเฉยต่อปัญหาที่เป็นจริงนี้
    “ซีนา คุณรู้อยู่แก่ใจว่าผมไม่มีเงินจ้างคนรับใช้ คุณต้องบอกให้หล่อนกลับไปเสีย ผมจ้างหล่อนไม่ได้หรอก”
    “หมอบอกว่า ถ้าขืนยังทำงานงกๆ ต่อไปอีกฉันจะต้องตาย เขาไม่เข้าใจว่าฉันอยู่มาได้นานขนาดนี้ได้อย่างไร”
    “ทำงานงกๆ รึ” เขาสะกดกลั้นตัวเองไว้อีกคราว “คุณไม่ต้องแตะต้องทำอะไรทั้งนั้น ถ้าหมอห้าม ผมจะทำงานบ้านทุกอย่างเอง”
    เธอพูดแทรกขึ้น “เท่านี้เธอก็ไม่ค่อยได้ดูแลไร่แล้ว” นี่เป็นความจริง เขาจึงพูดไม่ออก เธอจึงได้ทีกล่าวต่อไปอย่างประชดประชัน “ถ้าอย่างนั้น ส่งฉันไปอยู่โรงทานเสียเลยดีไหม จะได้หมดเรื่อง ฉันเดาว่าคงมีคนตระกูลโฟรมอยู่ที่นั่นมาก่อนนี่นะ”
    คำกระทบกระเทียบนั้นจุดความพลุ่งพล่านในใจเขา ทว่าเขาปล่อยให้มันผ่านไป “ผมไม่มีเงิน เลิกพูดกันแค่นี้”
    การต่อสู้ชะงักลงครู่หนึ่ง ราวกับคู่ต่อสู้กำลังประเมินอาวุธของตน จากนั้นซีนาเอ่ยขึ้นด้วยเสียงราบเรียบ “ฉันนึกว่าเธอได้เงินค่าไม้ห้าสิบดอลลาร์จากแอนดรูว์ เฮล”
    “แอนดรูว์ไม่เคยจ่ายค่าของก่อนสามเดือน” เขาแทบจะพูดประโยคนี้ไม่ออก เมื่อนึกถึงข้ออ้างที่เขายกขึ้นมาเพื่อจะไม่ต้องนั่งรถไปกับภรรยาที่สถานีรถไฟเมื่อวันก่อน ใบหน้าเขาแดงก่ำไปถึงคิ้วซึ่งขมวดมุ่นอยู่
    “อ้าว ก็เธอบอกฉันเมื่อวานว่าเธอตกลงกับเขาให้จ่ายเงินมาก่อน เธอถึงไปส่งฉันที่แฟลตส์ไม่ได้”
    อีธานโกหกไม่เก่ง เขาไม่เคยถูกจับได้ว่าหลอกลวงใครมาก่อน และนึกหาทางเลี่ยงอื่นใดไม่ได้เลย “มันเรื่องเข้าใจผิดน่ะ” เขาอึกอัก
    “เธอไม่ได้เงินหรอกรึ”
    “เปล่า”
    “แล้วก็จะยังไม่ได้ในเร็ววันนี้?”
    “ใช่”
    “เออ แล้วฉันจะรู้ได้ยังไงว่าเธอไม่มีเงิน ถูกไหม ตอนที่ฉันตกลงจ้างเด็กรับใช้น่ะ”
    “ใช่” เขาเว้นระยะเพื่อคุมน้ำเสียงตัวเอง “ตอนนี้คุณก็รู้แล้ว ผมเสียใจ แต่มันช่วยไม่ได้จริงๆ คุณเป็นเมียคนจน ซีนา แต่ผมจะทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้”
    เธอนั่งไม่ไหวติงอยู่อย่างนั้นครู่หนึ่ง คล้ายกำลังคิดใคร่ครวญ สองแขนวางแนบไปตามพนักวางแขนเก้าอี้ สายตาจ้องแน่นิ่งไปยังความว่างเปล่า “ฉันว่าเราคงหาทางกันได้สักทางจนได้”
    น้ำเสียงที่เปลี่ยนไปทำให้เขาใจชื้นขึ้น “แน่อยู่แล้ว เราจะต้องหาทางจนได้ ผมจะหาทางช่วยคุณอีกหลายๆ ทาง แล้วแมตตี...”
    ระหว่างที่เขาพูด ซีนาดูคล้ายตั้งใจคิดคำนวณอะไรที่ซับซ้อนอยู่ในใจ เมื่อคิดได้เธอก็พูดขึ้น “แต่ยังไงก็ตัดค่ากินค่าอยู่ของแมตตีไปได้”
    อีธานคิดว่าบทสนทนาจบลงแล้ว เขากำลังจะหันหลังกลับเดินลงไปข้างล่างเพื่อกินอาหารค่ำ เมื่อได้ยินคำนี้เขาก็ชะงักกึก ไม่เข้าใจความหมายของสิ่งที่ได้ยิน “ตัดค่ากินอยู่ของแมตตีหรือ” เขาทวนคำถาม
    ซีนาหัวเราะ เป็นเสียงหัวเราะประหลาดที่ไม่คุ้น เท่าที่จำได้เขาไม่เคยได้ยินเธอหัวเราะแบบนี้มาก่อน “เธอคงไม่คิดว่าฉันจะจ้างเด็กรับใช้สองคนหรอกนะ นี่กระมังเธอถึงได้ตกอกตกใจนักหนา”
    เขายังงุนงงไม่หายในสิ่งที่เธอพูด นับตั้งแต่เริ่มคุย เขาพยายามเลี่ยงการเอ่ยถึงแมตตีโดยไม่รู้ตัว ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขากลัวสิ่งใดกันแน่ อาจเป็นคำติเตียน คำบ่นว่า หรือกลัวว่าตัวเองจะเผลอพูดออกมาลอยๆ ว่าหล่อนอาจจะแต่งงานออกไป ทว่าเขาไม่เคยแวบนึกถึงการแตกหักเด็ดขาดในลักษณะนี้ แม้กระทั่งเวลานี้เขาก็ยังไม่สามารถเข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้ง
    “ผมไม่รู้ว่าคุณหมายถึงอะไร” เขาพูดขึ้น “แมตตี ซิลเวอร์ไม่ใช่คนรับใช้นะ หล่อนเป็นญาติของคุณ”
    “หล่อนเป็นคนอนาถาที่มาอาศัยเราอยู่หลังจากพ่อของหล่อนปอกลอกครอบครัวเราล่มจมไปแล้ว ฉันให้หล่อนอยู่มาปีหนึ่งเต็มๆ ตอนนี้ถึงตาคนอื่นบ้างแล้ว”
    พร้อม ๆ กับที่ถ้อยคำบาดหูนี้หลุดจากปากเธอ อีธานก็ได้ยินเสียงเคาะประตู ซึ่งเขาปิดไว้ตอนที่เดินเข้าห้องมา
    “อีธาน ซีนา!” เสียงร่าเริงของแมตตีร้องเรียกมาจากหน้าบันได “รู้ไหมคะว่านี่กี่โมงกี่ยามแล้ว อาหารเสร็จมาครึ่งชั่วโมงแล้วนะ”
    เกิดความเงียบขึ้นในห้องครู่นหนึ่ง ต่อมาซีนาร้องออกไปจากที่นั่ง “วันนี้ฉันไม่ลงไปกิน”
    “ฉันขอโทษค่ะ คุณรู้สึกไม่สบายหรือ ให้ฉันยกอะไรขึ้นไปให้ไหมคะ”
    อีธานปลุกปลอบตัวเองอย่างหนักให้เดินไปเปิดประตู “ลงไปก่อนเถอะ แมตต์ ซีนาเหนื่อยนิดหน่อย เดี๋ยวฉันจะลงไป”
    เขาได้ยินเสียงหล่อนตอบมา “ได้ค่ะ” และเสียงซอยฝีเท้าก้าวลงบันไดไป จากนั้นเขาก็ปิดประตูลงและหันกลับมาในห้องอีกครั้ง ท่าทางของภรรยาเขายังไม่เปลี่ยนแปลง ใบหน้าของเธอแข็งกระด้าง เขารู้สึกท้อแท้หมดกำลังใจ
    “คุณคงไม่คิดจะทำจริงใช่ไหม ซีนา”
    “ทำอะไร” หล่อนพูดโดยแทบจะไม่เปิดปาก
    “ไล่แมตตีไป...แบบนี้”
    “ฉันไม่เคยรับปากว่าจะเลี้ยงดูหล่อนไปชั่วชีวิตนี่”
    เขายังพูดต่อ น้ำเสียงร้อนแรงขึ้น “แต่คุณจะไล่หล่อนออกไปเหมือนไล่ขโมยแบบนี้ไม่ได้ หล่อนไม่มีญาติมิตรที่ไหนและไม่มีเงิน หล่อนช่วยเหลือคุณอย่างดีที่สุดแล้ว และไม่มีที่ไปอื่นนอกจากที่นี่ คุณอาจจะลืมไปว่าหล่อนเป็นญาติ แต่คนอื่นๆ เขาจำได้นะ ถ้าคุณทำอะไรแบบนั้น คิดบ้างไหมว่าคนอื่นเขาจะพูดถึงคุณว่ายังไงบ้าง”
    ซีนารออยู่ครู่หนึ่ง คล้ายจะให้เวลาเขารู้สึกถึงความแตกต่างลิบลับระหว่างความร้อนรนของเขากับท่าทีสงบนิ่งของเธอ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเช่นเดิม “ฉันรู้ว่าคนอื่นพูดยังไง เรื่องที่ฉันยอมให้หล่อนอยู่ด้วยมาจนถึงตอนนี้”
    มือของอีธานหลุดจากลูกบิดประตูซึ่งเขากำไว้แน่นหลังจากปิดประตูเมื่อแมตตีเดินลงไป คำโต้กลับของภรรยาเป็นดั่งคมมีดตัดเยื่อใยสุดท้ายขาดสะบั้น และฉับพลันนั้นเขารู้สึกอ่อนแอหมดสิ้นเรี่ยวแรงในตัว ทีแรกเขาตั้งใจว่าจะใช้ไม้อ่อน แย้งให้เธอเห็นว่า ค่ากินอยู่ของแมตตีไม่ได้มากมายอะไรเลย และบอกว่าเขาจะไปซื้อเตาผิงใหม่และจัดห้องใต้หลังคาสำหรับเด็กรับใช้ ทว่าคำพูดของซีนาเผยให้เห็นถึงอันตรายของคำโต้แย้งเช่นนั้น
    “คุณคิดจะบอกให้หล่อนออกไปทันทีงั้นหรือ” เขาเอ่ยออกมาอย่างติดขัด และไม่กล้าปล่อยให้ภรรยาเป็นคนต่อประโยคจนจบความ
    ดูเหมือนเธอจะพยายามให้เขามองเห็นเหตุผล จึงตอบอย่างเรียบๆ “คนรับใช้จะมาจากเบตต์สบริดจ์พรุ่งนี้ ฉันคิดว่าหล่อนควรจะมีที่นอนในบ้าน”
    อีธานมองหน้าเธอด้วยความเกลียดชัง เธอมิใช่หญิงสาวขยันขันแข็งผู้อยู่ข้างกายเขาอย่างสงบเสงี่ยม ทว่ากลายเป็นบุคคลแปลกหน้าที่เต็มไปด้วยปริศนาดำมืด ผู้ปลดปล่อยพลังชั่วร้ายออกมาหลังจากเก็บสะสมไว้นานปีในความเงียบงัน ความรู้สึกว่าไม่อาจโต้ตอบอะไรได้ยิ่งทำให้ความชิงชังนี้รุนแรงขึ้น ไม่เคยมีใครสามารถอ้อนวอนขอร้องหญิงผู้นี้ แต่ตราบใดที่เขาสามารถเพิกเฉยและควบคุม เขาก็ยังคงความรู้สึกเป็นกลางไว้ได้ บัดนี้เธอกลับสั่งเขาให้หันซ้ายหันขวา เขาจึงถึงขั้นขยะแขยง แมตตีเป็นญาติของเธอ มิใช่ญาติของเขา เขาย่อมไม่มีสิทธิ์สั่งให้เธอยอมให้เด็กสาวอยู่ร่วมชายคา อดีตอันไร้หนทางที่เป็นสาเหตุของความเศร้ายาวนาน ความล้มเหลวในวัยหนุ่ม ความแร้นแค้นและการลงแรงโดยไร้ผลตอบแทน ทั้งหมดนี้ประดังพุ่งพล่านขึ้นในใจเขา ความขมขื่นนี้คล้ายกับจะก่อขึ้นเป็นรูปร่างหญิงผู้นี้ซึ่งกีดขวางเขาในทุกๆ ทาง เธอเอาทุกสิ่งทุกอย่างที่เหลือไปจากเขา มาตอนนี้เธอคิดจะเอาสิ่งเดียวที่ชดเชยทุกอย่างให้แก่เขาไปอีก ในชั่วขณะนั้น เปลวเพลิงแห่งความเกลียดชังฮือโหมขึ้นและแล่นปราดลงไปถึงแขน และส่งให้มือเขากำแน่นอยู่ต่อหน้าเธอ เขาก้าวยาวๆ ไปข้างหน้าก่อนจะหยุดกึกลง
    “คุณจะไม่ลงมาใช่ไหม” เขาถามด้วยน้ำเสียงอัดอั้น
    “ใช่ ฉันว่าจะนอนพักสักหน่อย” เธอตอบเสียงเบา เขาจึงหันหลังและเดินออกจากห้อง
    ในครัว แมตตีนั่งอยู่ข้างเตาผิง มีเจ้าแมวคุดคู้อยู่บนตัก หล่อนผุดลุกขึ้นยืนขณะที่อีธานเข้าไปในห้อง พร้อมกับยกจานพายเนื้อมีฝาปิดมาที่โต๊ะ
    “หวังว่าซีนาคงไม่ได้ไม่สบายนะคะ” หล่อนถาม
    “เปล่าหรอก”
    หล่อนมองเขาหน้าชื่นจากโต๊ะอีกด้าน “เอ้อ งั้นนั่งลงเถอะค่ะ คุณคงหิวแย่แล้ว” หล่อนเปิดฝาจานพายและดันส่งมาทางเขา ด้วยเหตุนี้ทั้งสองจึงได้อยู่กันตามลำพังอีกค่ำคืนหนึ่ง แววตาเบิกบานของหล่อนดูจะบอกเขาเช่นนั้น
    เขาตักอาหารใส่จานอย่างไม่มีกะจิตกะใจและเริ่มกิน จากนั้นความรู้สึกรังเกียจขยะแขยงก็จุกขึ้นมาที่คอหอย จนเขาต้องวางส้อมลง
    สายตาอ่อนโยนของแมตตีจับจ้องอยู่ที่เขา และสังเกตเห็นอิริยาบถนั้นได้ถนัด
    “ทำไมคะ อีธาน รสชาติไม่ได้เรื่องหรือ”
    “เปล่า อร่อยมาก เพียงแต่ฉัน...” เขาเลื่อนจานออกห่างตัว พลางลุกจากเก้าอี้และเดินอ้อมโต๊ะไปข้างหล่อน หล่อนผุดลุกขึ้นและมองมาด้วยแววตื่นตระหนก
    “อีธาน ต้องเกิดอะไรขึ้นแน่ ฉันรู้ว่าต้องมีอะไรสักอย่าง”
    ร่างของหล่อนดูราวกับจะหลอมละลายไปด้วยความตื่นกลัวต่อหน้าต่อตาเขา เขาดึงหล่อนมาไว้ในอ้อมแขนและกอดแน่น รู้สึกได้ถึงขนตาของหล่อนที่กะพริบอยู่แนบแก้มเขาราวกับผี้เสื้อติดตาข่าย
    “มีอะไรคะ เกิดอะไรขึ้น” หล่อนพูดตะกุกตะกัก แต่ในที่สุดเขาก็ควานหาจนเจอริมฝีปากของหล่อน และดื่มด่ำกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้รับจากปากคู่นั้น เว้นก็แต่เพียงความเบิกบานใจ
    หล่อนปล่อยกายอ้อยอิ่งอยู่อย่างนั้นชั่วครู่ เคลิบเคลิ้มไปด้วยอารมณ์รุนแรงเช่นเดียวกับเขา แต่แล้วก็ดึงกายออกและถอยห่างจากเขาสองสามก้าว ใบหน้าซีดเผือดและกลัดกลุ้ม ท่าทางหล่อนทำให้เขาเจ็บแปลบในอก เขาร้องครางออกมาประหนึ่งว่ากำลังฝันเห็นหล่อนจมลงกลางน้ำ “เธอจะไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น แมตต์ ฉันไม่ยอมให้เธอไปเด็ดขาด”
    “ไป...ไปรึ” หล่อนพูดติดขัด “ฉันต้องไปหรือคะ”
    ถ้อยคำที่สะท้อนไปมาระหว่างคนทั้งคู่ คล้ายกับคบไฟเตือนภัยถูกส่งต่อๆ กันท่ามกลางบรรยากาศมืดทึบ
    อีธานแสนจะอับอายที่เขาไม่สามารถบังคับตัวเองให้บอกข่าวร้ายแก่หล่อนอย่างนิ่มนวลกว่านี้ ร่างของเขาโงนเงนจนต้องยืนพิงโต๊ะเอาไว้ ตลอดเวลานั้นเขารู้สึกคล้ายยังคงจูบหล่อนอยู่ ทว่ากลับกระหายที่จะดูดดื่มความหอมหวานจากริมฝีปากของหล่อนอีกครั้ง
    “อีธานคะ เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ซีนาโกรธฉันหรือคะ”
    เสียงร้องของหล่อนทำให้เขายันกายได้มั่นคงยิ่งขึ้น แม้จะยิ่งตอกย้ำความโกรธและความเวทนาให้ลึกล้ำยิ่งขึ้นกว่าเดิมก็ตาม “เปล่า ไม่ใช่หรอก” เขาพูดให้หล่อนเบาใจ “ไม่ใช่อย่างนั้น หมอคนใหม่พูดให้ซีนากลัวน่ะ เธอก็รู้ว่าซีนาเชื่อคำพูดหมอทุกคนที่ไปเจอครั้งแรกเสมอ แล้วหมอคนนี้ดันมาบอกว่าเธอจะไม่หายจนกว่าจะวางมือจากงานบ้านทุกอย่างหลายๆ เดือน”
    เขาเว้นระยะ เลื่อนสายตาจากหล่อนด้วยอาการเศร้าสร้อย หล่อนนิ่งเงียบไปอึดใจ ยืนคอตกอยู่เบื้องหน้าเขาราวกับกิ่งไม้หัก หล่อนช่างดูตัวเล็กและอ่อนแอเสียจนหัวใจเขาเจ็บแปลบกับภาพที่เห็น แต่ทันใดเธอก็เชิดหน้าขึ้นและมองเขาตรงๆ “และเธออยากได้คนที่เก่งงานบ้านมากกว่าฉันมาแทน อย่างนั้นใช่ไหมคะ”
    “คืนนี้เธอพูดว่าอย่างนั้น”
    “ถ้าคืนนี้เธอพูด พรุ่งนี้เธอก็จะพูดอีก”
    ทั้งสองก้มศีรษะต่อหน้าความจริงอันเหี้ยมเกรียม ด้วยรู้ดีว่าซีนาไม่เคยเปลี่ยนใจเรื่องใด และในกรณีนี้ เมื่อเธอตกลงใจแล้ว ก็เท่ากับได้ลงมือทำไปแล้วนั่นเอง
    เกิดความเงียบอันยาวนานขึ้น จากนั้นแมตตีจึงเอ่ยขึ้นเบาๆ “อย่าเสียใจมากนักนะคะ อีธาน”
    “โอ พระเจ้า โอ พระเจ้า” เขาคราง ความรู้สึกเร่าร้อนรุนแรงที่เขามีต่อหล่อนได้หลอมละลายกลายเป็นความเจ็บปวดอันแสนอ่อนโยน เขามองหนังตาของหล่อนเลื่อนขึ้นลงโดยเร็วเพื่อกลั้นน้ำตา และอยากกอดหล่อนไว้และปลอบโยนหล่อนเหลือเกิน
    “อาหารจะเย็นหมดแล้วนะคะ” หล่อนเตือนเขา พยายามปั้นใบหน้าซีดเซียวให้ดูสดชื่น
    “โธ่ แมตต์ แมตต์ เธอจะไปอยู่ไหนนี่”
    หล่อนหลุบตาลง กล้ามเนื้อบนใบหน้าสั่นนิดๆ เขาจึงเห็นว่านี่เป็นครั้งแรกที่ภาพอนาคตปรากฏต่อหล่อนอย่างแจ่มชัด “ฉันอาจจะไปหางานทำแถวสแตมฟอร์ด” หล่อนอึกอึกตอบ ราวกับรู้อยู่แล้วว่าเขารู้ว่าหล่อนสิ้นหวังเพียงใด
    เขาหย่อนตัวลงนั่งเก้าอี้และซุกใบหน้าไว้กับสองมือ ความท้อแท้เข้าเกาะกุมหัวใจเมื่อนึกภาพหล่อนเดินทางไปตามลำพังเพื่อเริ่มต้นการหางานอันเหนื่อยล้าอีกครา สถานที่แห่งเดียวที่มีคนรู้จักหล่อน กลับมีแต่เพียงความเฉยเมยและความเกลียดชังล้อมรอบกาย หล่อนจะมีโอกาสได้งานละหรือ ในเมื่อไร้ประสบการณ์และการศึกษา ทั้งยังต้องแข่งขันกับบรรดาคนหางานอีกนับล้านในเมืองใหญ่ เขาหวนนึกถึงเรื่องเศร้าที่เคยได้ยินคนเล่ากันในวูซเตอร์ และภาพใบหน้าของเหล่าเด็กสาวซึ่งในตอนแรกใช้ชีวิตอย่างเปี่ยมหวังเช่นเดียวกับแมตตี มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะคิดถึงเรื่องร้ายกาจเช่นนั้นโดยร่างเขาจะไม่สั่นสะท้านไปทั้งร่าง ทันใดนั้นเขาก็ลุกขึ้นยืน
    “เธอจะไปไหนไม่ได้ แมตต์ ฉันไม่ยอมให้เธอไป ซีนาเอาแต่ใจมาตลอด คราวนี้ฉันจะทำตามใจตัวเองบ้างล่ะ”
    แมตตีรีบยกมือบุ้ยใบ้ แล้วเขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของภรรยาอยู่ด้านหลัง
    ซีนาเข้ามาในห้องด้วยท่าเดินลากเท้าเช่นเคย เธอนั่งลงที่เก้าอี้ประจำระหว่างกลางคนทั้งสอง
    “ฉันรู้สึกดีขึ้นหน่อยแล้ว หมอบัคบอกว่าฉันควรจะกินให้มากๆ ไว้ จะได้มีแรง ถึงจะไม่อยากกินก็ต้องฝืน” เธอพูดราบเรียบอ่อนระโหยเช่นปกติ เอื้อมมือผ่านหน้าแมตตีไปหยิบกาน้ำชา ชุด ‘สวย’ ถูกผลัดเป็นชุดสีดำและผ้าถักคลุมไหล่สีน้ำตาลอันเป็นชุดที่ใส่เป็นประจำ เมื่อสวมชุดนี้เธอก็กลับมามีสีหน้าและอาการเช่นปกติอีกครั้ง เธอรินน้ำชา ใส่นมลงไปเยอะมาก ตักพายและผักดองมาพูนจาน จากนั้นขยับฟันปลอมให้เข้าที่ อันเป็นกิริยาชินตาก่อนจะลงมือกินอาหาร เจ้าแมวเอาตัวมาคลอเคลียเท้าเธออย่างประจบประแจง เธอพูดว่า “เจ้าเหมียวน่ารัก” แล้วก้มลงลูบหลัง หยิบเนื้อชิ้นหนึ่งจากจานส่งให้มัน
    อีธานนั่งนิ่งไม่พูดไม่จา และไม่ได้แสร้งทำทีเป็นกินอาหารด้วย ส่วนแมตตีค่อยๆ กินอย่างไม่ครั่นคร้าม ถามซีนาสองสามคำเรื่องการเดินทางไปเบตต์สบริดจ์ ซีนาตอบด้วยน้ำเสียงธรรมดา ครั้นเล่าไปก็ชักติดลม และเล่าให้คนทั้งสองฟังอย่างเห็นภาพ เกี่ยวกับอาการลำไส้ไม่ปกติที่เกิดกับบรรดาญาติมิตรของเธอ เธอจ้องหน้าแมตตีตรงๆ ขณะที่พูด และยิ้มจางๆ นั้นยิ่งกดให้ร่องเส้นระหว่างจมูกและคางเห็นชัดขึ้น
    เมื่อกินอาหารเสร็จเธอลุกจากเก้าอี้ และยกมือข้างหนึ่งขึ้นทาบอกราบเรียบบริเวณหัวใจ “พายเนื้อของเธอกินแล้วรู้สึกร้อนในท้องทุกครั้งเลยนะ แมตต์” เธอเอ่ยขึ้นโดยมิได้เป็นเชิงตำหนิ เธอไม่ค่อยเรียกชื่อย่อของเด็กสาวบ่อยครั้งนัก แต่ละครั้งที่เธอเรียกจึงเป็นเครื่องหมายบอกว่าเธอมีความรู้สึกเป็นมิตรด้วย
    “เดี๋ยวฉันจะลองไปลองหายาแก้ปวดท้องที่ได้มาจากสปริงฟิลด์เมื่อปีก่อนดูหน่อย” เธอพูดต่อ “ไม่ได้กินมานานแล้ว เผื่อมันจะช่วยให้หายร้อนอกร้อนท้อง”
    แมตตีเงยหน้าขึ้นมอง “ให้ฉันไปหยิบให้ไม่ดีกว่าหรือ ซีนา” หล่อนเสี่ยงถามขึ้น
    “ไม่ต้องหรอก เธอไม่รู้ว่าฉันวางไว้ที่ไหน” ซีนาตอบอย่างคลุมเครือ พร้อมกับมองด้วยสายตาเป็นปริศนาของเธอ
    เธอเดินออกจากห้องครัว แมตตีจึงลุกขึ้นและเริ่มเก็บโต๊ะ ตอนเดินผ่านเก้าอี้ของอีธาน ทั้งสองสบตากันชั่วอึดใจอย่างเศร้าๆ ห้องครัวมีบรรยากาศอบอุ่นและเงียบสงบเช่นเดียวกับเมื่อคืน เจ้าแมวโผขึ้นนั่งบนเก้าอี้โยกของซีนา และความร้อนจากเตาเริ่มส่งให้กลิ่นดอกเยอราเนียมฉุนขึ้น อีธานลุกขึ้นอย่างอ่อนระโหย
    “ฉันจะออกไปดูรอบๆ บ้าน” เขาเอ่ยพลางเดินไปยังห้องโถงเพื่อหยิบตะเกียง
    เมื่อถึงประตูเขาก็พบซีนาเดินกลับมาห้องครัว ปากเธอบิดเบี้ยวผิดรูปเพราะความโกรธ และใบหน้าซึ่งเคยซีดเซียวกลับมีสีสันขึ้นด้วยอารมณ์รุนแรง ผ้าคลุมเลื่อนตกจากไหล่ลงไปลากอยู่กับส้นเท้า ในมือเธอคือเศษแก้วสีแดงของจานใส่ผักดอง
    “ฉันอยากรู้ว่าใครเป็นคนทำแตก” เธอพูดขึ้น มองหน้าอีธานและแมตตีอย่างเอาเรื่อง
    ไม่มีใครตอบ เธอจึงพูดต่อด้วยน้ำเสียงสั่นเทา “ฉันจะไปหยิบยาผงที่เก็บไว้ในกล่องแว่นของพ่อ ที่ฉันเก็บรวมไว้กับของรักของหวงบนตู้เก็บเครื่องถ้วยชาม ใครๆ จะได้ไม่ไปยุ่มย่าม...” เสียงของเธอขาดห้วง น้ำตาหยดเล็กๆ สองหยดเกาะอยู่กับหนังตาที่แทบจะไร้ขนตานั้น แล้วค่อยๆ ไหลรินลงอาบสองแก้ม “คนที่จะขึ้นไปหยิบของบนชั้นได้ต้องปีนบันไดขึ้นไป ฉันอุตส่าห์เก็บจานใส่ผักดองของป้าฟิลูรา เมเปิลไว้บนนั้นตอนที่เราแต่งงาน ฉันยังไม่เคยหยิบมาใช้เลยตั้งแต่วันนั้น นอกจากเอาออกมาทำความสะอาดตอนฤดูใบไม้ผลิ เสร็จแล้วฉันก็เอาเก็บไว้ตามเดิมด้วยมือของฉันเอง มันจะได้ไม่แตก” เธอวางเศษจานลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวังที่สุด “ฉันต้องการรู้ว่านี่เป็นฝีมือใคร”
    เมื่อได้ยินคำท้าทาย อีธานหันกลับไปประจันหน้ากับเธอ “ฉันจะบอกเธอให้ก็ได้ แมวมันทำแตกน่ะ”
    “แมวหรือ”
    “ใช่ แมว”
    เธอจ้องหน้าเขาเขม็ง ก่อนจะหันไปมองแมตตีซึ่งกำลังถือกระทะก้นแบนไปยังโต๊ะ
    “ฉันอยากรู้ว่าแมวมันเข้าไปในตู้ได้ยังไง” เธอพูดขึ้น
    “มันคงไล่จับหนูมั้ง” อีธานตอบ “เมื่อเย็นวานมีหนูวิ่งอยู่ในครัวตัวหนึ่ง”
    ซีนายังคงจ้องหน้าคนทั้งสองสลับกันไปมา จากนั้นปล่อยเสียงหัวเราะสั้นๆ แปร่งหูออกมา “ฉันรู้ว่าแมวของเราฉลาด” เสียงของเธอสูงผิดปกติ “แต่ไม่ยักรู้ว่ามันฉลาดถึงขนาดเก็บเศษจานผักดองของฉันขึ้นไปวางต่อกันบนชั้นได้หลังจากทำมันหล่นแตก”
    บัดดลนั้นแมตตีก็ชักแขนออกจากอ่างน้ำร้อน “ไม่ใช่ความผิดของอีธานหรอก ซีนา แมวทำจานแตก แต่ฉันเป็นคนเอาจานลงมาจากตู้เอง ถ้าจะโทษว่าใครทำจานแตกก็โทษฉันเถอะ”
    ซีนายืนอยู่ข้างๆ ซากเศษสมบัติล้ำค่าของเธอ ร่างแข็งทื่อราวกับรูปปั้นหินซึ่งใบหน้าแสดงอารมณ์เกลียดชัง “เธอเอาจานผักดองของฉันลงมางั้นหรือ เพื่ออะไรรึ”
    แก้มของแมตตีแดงซ่านขึ้น “ฉันอยากจะให้โต๊ะอาหารดูสวย” หล่อนพูด
    “เธออยากให้โต๊ะอาหารสวย แต่เธอรอจนฉันออกจากบ้าน แล้วค่อยเอาของรักที่สุดของฉันมาใช้ ซึ่งฉันเองยังไม่เคยใช้เลยสักครั้ง แม้กระทั่งวันที่ท่านบาทหลวงมากินอาหารที่บ้าน หรือวันที่ป้ามาร์ธามาเยี่ยมจากเบตต์สบริดจ์...” ซีนาเว้นระยะพลางหอบหายใจ คล้ายตกใจกับควาทรงจำของการลบหลู่ศาสนาที่เธอเองรื้อฟื้นขึ้นมา “นิสัยชั่วของเธอมันแก้ไม่หาย แมตตี ซิลเวอร์ ฉันดูออกมาตั้งแต่แรกแล้ว เลวเหมือนพ่อเธอไม่มีผิด มีคนเตือนฉันแล้วแท้ๆ เชียวตอนที่ฉันรับเธอเข้าบ้าน ฉันก็อุตส่าห์เก็บของของฉันไว้มิดชิดไม่ให้เธอหาเจอ แต่เธอกลับจงใจเลือกของชิ้นที่ฉันรักมากที่สุด...” เธอพูดไม่จบเพราะก้อนสะอื้นที่แล่นขึ้นมาจุกลำคอ และเมื่อมันผ่านไปแล้วเธอก็ยิ่งดูคล้ายรูปปั้นหินยิ่งกว่าเดิม
    “ถ้าฉันฟังคำเตือนของใครๆ เธอคงออกจากที่นี่ไปนานแล้ว แล้วเรื่องนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น” เธอพูด จากนั้นเก็บรวบรวมเศษจานแตกและเดินออกจากห้องไปราวกับเธอประคองร่างไร้ชีวิตไว้ในอุ้งมือ


    บทที่ 8

ตอนที่อีธานต้องกลับมายังบ้านไร่เนื่องจากบิดาล้มป่วยลง มารดาเขายกห้องเล็กๆ ด้านหลัง ‘ห้องนั่งเล่นที่สบายที่สุด’ ซึ่งไม่ได้ใช้สำหรับเขาจะใช้ทำอะไรก็ได้ เขาต่อชั้นขึ้นไว้ใช้เก็บหนังสือ ต่อโซฟากล่องขึ้นตัวหนึ่งจากแผ่นกระดานและพรม วางสมุดลงบนโต๊ะครัว ส่วนบนผนังปูนหยาบนั้นเขาแขวนรูปปั้นนูนต่ำของอับราฮัม ลินคอล์นเอาไว้ กับปฏิทิน ‘แง่คิดจากกวี’ และด้วยความคิดอันน้อยนิด เขาได้ทดลองทำห้องสมุดที่ใกล้เคียงกับห้องสมุดของ ‘บาทหลวง’ คนหนึ่งซึ่งใจดีกับเขา และให้ยืมหนังสือหลายเล่มสมัยอยู่วูซเตอร์ เขายังเข้าไปในห้องนี้บ้างในหน้าร้อน ทว่าเมื่อแมตตีมาอยู่ด้วย เขาต้องยกเตาผิงในห้องนั้นให้หล่อน หลังจากนั้นห้องที่ว่าจึงอยู่ไม่ได้ในช่วงอากาศหนาวซึ่งกินเวลานานหลายเดือน เขาลงมาที่ห้องนี้ทันทีที่บ้านทั้งหลังเงียบกริบลง และลมหายใจสม่ำเสมอของซีนาจากเตียงทำให้มั่นใจได้ว่า จะไม่มีเหตุการณ์ต่อเนื่องจากในห้องครัวอีก หลังจากซีนาเดินออกไป เขากับแมตตีได้แต่ยืนอ้ำอึ้ง ต่างฝ่ายต่างไม่คิดที่จะพูดคุยหยั่งท่าทีของอีกคน ต่อมาหญิงสาวกลับไปเก็บกวาดและทำงานในห้องครัวต่อ ส่วนเขาก็หยิบตะเกียงและเดินออกไปตรวจตรารอบบ้านตามปกติ เขากลับมาพบห้องครัวว่างเปล่า แต่ถุงยาเส้นกับไปป์ของเขาวางอยู่บนโต๊ะ และข้างล่างนั้นเป็นเศษกระดาษฉีกจากแคตตาล็อกของพ่อค้าขายเมล็ดพันธุ์พืช ในกระดาษเขียนข้อความไว้สี่คำ “อีธาน อย่าลำบากเลย”
    เขาเข้าไปใน ‘ห้องสมุด’ ซึ่งทั้งมืดสลัวและหนาวเย็น วางตะเกียงลงบนโต๊ะและก้มลงใกล้แสงสว่าง อ่านข้อความนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก นี่เป็นครั้งแรกที่แมตตีเขียนจดหมายถึงเขา และการมีกระดาษแผ่นนี้ทำให้เขาเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนว่าหล่อนอยู่ใกล้กับเขาแค่นี้เอง ทว่าในขณะเดียวกัน เขาก็ยิ่งปวดร้าวใจยิ่งกว่าเดิม เพราะกระดาษแผ่นนี้ย้ำเตือนว่า จากนี้ไปทั้งสองไม่มีหนทางอื่นที่จะติดต่อกันได้ จากที่เคยได้เห็นรอยยิ้มสดชื่นของหล่อน ได้ยินกระแสเสียงอบอุ่นของหล่อน บัดนี้เหลือเพียงกระดาษเย็นเยียบกับถ้อยคำที่ไร้ชีวิต!
    ความรู้สึกต่อต้านลุกฮือขึ้นในใจ เขายังหนุ่มแน่น ยังแข็งแรง และเปี่ยมด้วยน้ำหล่อเลี้ยงชีวิตเกินกว่าจะยอมแพ้ง่ายดายต่อการบ่อนทำลายความหวังเช่นนี้ เขาจะปล่อยให้ชีวิตอีกหลายสิบปีโรยราไปด้วยการอยู่ข้างกายหญิงผู้หม่นหมองและก่นว่าแต่คนอื่นล่ะหรือ เมื่อก่อนนี้เขามีทางเลือกหลายทาง แต่แล้วทางเลือกเหล่านั้นก็ถูกสละไปทีละอย่างๆ สังเวยให้แก่ความใจแคบและโง่เขลาของซีนา แล้วเขาได้อะไรกลับมาบ้าง เธอเอาแต่ทุกข์ทรมานและไม่พอใจยิ่งกว่าตอนที่เขาแต่งงานกับเธอเป็นร้อยเท่า ความสุขอย่างเดียวของเธอเวลานี้คือสร้างความปวดร้าวใจให้แก่เขา สัญชาตญาณป้องกันตัวพุ่งพล่านขึ้นในกาย มันบอกให้เขาต่อต้านการสูญเปล่าเช่นนั้น
    เขาหยิบเสื้อโค้ตหนังแร็กคูนตัวเก่ามาสวม แล้วเอนกายลงนอนบนโซฟาเพื่อครุ่นคิด รู้สึกว่ามีวัตถุแข็งๆ ซึ่งมีส่วนนูนประหลาดอยู่ข้างแก้ม มันคือเบาะที่ซีนาทำให้เขาตอนที่ยังหมั้นกันอยู่ เป็นงานเย็บปักชิ้นเดียวที่เขาเคยเห็นเธอลงมือทำ เขาเหวี่ยงมันไปบนพื้นห้องและนั่งพิงศีรษะกับผนังแทน
    เขาเคยได้ยินเรื่องของชายที่อยู่บนภูเขา หนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับเขานี่เอง ชายคนนั้นหนีจากชีวิตทุกข์ทนไปทางตะวันตกกับผู้หญิงที่เขารัก ภรรยาจึงหย่าขาดจากเขา ต่อมาเขาได้แต่งงานกับหญิงที่รักและมีชีวิตอย่างผาสุก อีธานเคยพบชายหญิงคู่นี้ที่แชดด์ส ฟอลล์ ตอนที่ทั้งสองเดินทางกลับมาเยี่ยมญาติพี่น้อง พร้อมกับลูกสาวตัวน้อยผู้มีผมสีทองหยิกเป็นขดๆ สวมล็อกเกตทองคำและสวมเสื้อผ้างดงามราวกับเจ้าหญิง ฝ่ายภรรยาที่เลิกกันก็สุขสบายไม่แพ้กัน สามียกไร่ให้หล่อน หล่อนหาช่องทางขายออกไป ด้วยเงินจากการขายไร่ผสมกับเงินค่าเลี้ยงดูจากอดีตสามี หล่อนไปตั้งกิจการร้านอาหารในเบตต์สบริดจ์ และต่อมากิจการก็รุ่งเรืองขึ้นหน้าขึ้นตา ความคิดถึงเรื่องนี้ทำให้อีธานฮึกเหิมขึ้น ทำไมเขาถึงไม่ออกจากบ้านไปพร้อมกับแมตตีพรุ่งนี้ล่ะ แทนที่จะปล่อยให้หล่อนจากไปตามลำพัง เขาจะซ่อนกระเป๋าเสื้อผ้าไว้ใต้ที่นั่งบนเลื่อน และซีนาจะไม่เอะใจจนกว่าตอนขึ้นไปงีบตอนบ่าย และพบจดหมายวางอยู่บนเตียง
    หัวใจเขาเต้นแรงแทบจะทะลักออกนอกอก เขาดีดตัวลุกขึ้น จุดตะเกียงอีกครั้ง แล้วนั่งลงที่โต๊ะ เขาควานหากระดาษแผ่นหนึ่งในลิ้นชักจนเจอ และลงมือเขียนจดหมาย
    “ซีนา ผมได้ทำทุกอย่างเพื่อคุณเท่าที่จะทำได้ตลอดมา แต่ผมไม่เห็นว่าจะมีอะไรดีขึ้นมา ผมไม่ตำหนิคุณหรอก และไม่ตำหนิตัวผมเองด้วย บางทีเราสองคนอาจมีความสุขขึ้นถ้าแยกทางกันเสีย ผมจะลองไปเสี่ยงโชคดูทางตะวันตก คุณอาจจะขายไร่และโรงสี แล้วเก็บเงินไว้”
    ปากกาในมือชะงักเมื่อเขียนถึงตรงนี้ ซึ่งทำให้เขาตระหนักถึงสถานการณ์อันง่อนแง่นของตัวเอง หากเขายกไร่และโรงสีให้ซีนาไปแล้ว เขาจะมีอะไรเหลือให้ไปตั้งตัวเล่า เมื่อใดที่ไปถึงทางตะวันตก เขามั่นใจว่าต้องหางานทำได้ และไม่หวั่นสักนิดที่จะออกไปเสี่ยงโชคตามลำพัง แต่นี่มีแมตตีไปกับเขาด้วย สภาพการณ์ย่อมต่างออกไป แล้วชะตากรรมของซีนาเองเล่า เวลานี้ทั้งไร่และโรงสีถูกจำนองด้วยราคาสูงสุดแล้ว และถึงเธอจะหาคนซื้อจนได้ ซึ่งมีโอกาสน้อยมาก ก็ยังน่าสงสัยว่าจะขายได้ถึงพันดอลลาร์หรือเปล่า ในระหว่างนั้น เธอจะจัดการงานในไร่ได้อย่างไร ที่อีธานพอถูไถหาเลี้ยงครอบมาได้ ก็ด้วยการลงแรงชนิดไม่ยอมเหน็ดยอมเหนื่อยและดูแลงานอย่างใกล้ชิดด้วยตัวเองเท่านั้น ซึ่งภรรยาของเขาไม่มีทางรับภาระหนักเช่นนั้นได้ แม้ว่าเธอจะมีสุขภาพดีขึ้นกว่าที่เธอนึกว่าตัวเองเป็นอยู่ตอนนี้ก็ตาม
    ช่างปะไร เธออาจจะกลับไปหาครอบครัวเดิมก็ได้ ให้ญาติพี่น้องหาทางช่วยเหลือกันไปก่อน ในเมื่อเธอคิดบีบบังคับให้แมตตีรับชะตากรรมเช่นนั้น ทำไมไม่ให้เธอลองลิ้มรสมันดูบ้างเล่า กว่าเธอจะรู้ว่าเขาไปอยู่ที่ไหนและทำเรื่องฟ้องหย่า เขาอาจหาเงินได้พอจะจ่ายค่าเลี้ยงดูเธอแล้วไม่ว่าเขาจะไปปักหลักอยู่ที่ใดก็ตามที และทางเลือกอีกอย่างก็คือ ปล่อยให้แมตตีเดินทางล่วงหน้าไปก่อน ซึ่งความหวังสำหรับอนาคตข้างหน้าก็ริบหรี่เต็มที
    เขาคุ้ยข้าวของในลิ้นชักตอนที่หากระดาษเขียนจดหมาย ขณะที่หยิบปากกาก็เหลือบไปเห็นหนังสือพิมพ์ เบตต์สบริดจ์ อีเกิล ฉบับเก่าเข้า แผ่นโฆษณาถูกม้วนไว้ด้านบนสุด เขาอ่านคำโฆษณาเชิญชวนดังๆ “เดินทางไปตะวันตก ราคาลดพิเศษ”
    เขาดึงตะเกียงเข้ามาใกล้และอ่านราคาอย่างตื่นเต้น แต่แล้วกระดาษก็หลุดจากมือ เขาปัดจดหมายที่ยังเขียนไม่จบออกไปอีกทาง เมื่อครู่นี้เขานึกสงสัยว่าเขากับแมตตีจะอยู่กันได้อย่างไรเมื่อไปถึงดินแดนตะวันตก บัดนี้กระจ่างแก่ใจแล้ว เขาไม่มีแม้แต่เงินจะพาหล่อนไปถึงที่นั่น เรื่องจะขอยืมจากใครเป็นอันเลิกคิดได้ เมื่อหกเดือนก่อนเขาได้ใช้ทรัพย์สินอย่างเดียวที่มีเพื่อระดมเงินมาซ่อมโรงสี และเขารู้ดีว่าหากไม่มีทรัพย์สินมาค้ำประกัน จะไม่มีใครในสตาร์กฟิลด์ยอมให้เขายืมเงินแม้แต่สิบดอลลาร์ ความเป็นจริงอันโหดร้ายบีบรัดเข้ามาหาเขา ประหนึ่งผู้คุมในเรือนจำที่กำลังจะใส่กุญแจมือผู้ต้องโทษ ไม่มีทางออกเหลือให้เลย ไม่มีเลย เขาตกเป็นนักโทษชั่วชีวิต และตอนนี้ความหวังเพียงอย่างเดียวก็ดับวูบลงไปแล้ว
    เขาเดินระทดระท้อกลับไปยังโซฟา เหยียดแขนขาออก มันช่างหนักอึ้งเสียจนราวกับว่าแขนขาจะไม่สามารถขยับเขยื้อนได้อีกแล้ว ก้อนสะอื้นแล่นขึ้นมาถึงลำคอ และค่อยๆ แผดเผาไปจนถึงนัยน์ตาสองข้างของเขา
    ขณะที่นอนอยู่นั้น บานหน้าต่างที่อยู่ตรงหน้าค่อยๆ สว่างขึ้นทีละน้อย กรอบสี่เหลี่ยมของท้องฟ้าซึ่งสว่างด้วยแสงจันทร์ทาบกับความดำมืดรอบข้าง กิ่งไม้คดงอทอดข้ามช่องหน้าต่าง คือกิ่งต้นแอปเปิลที่บางคราวเคยพบแมตตีนั่งอยู่ใต้โคนต้นในยามเย็นของหน้าร้อน ตอนที่เขากลับมาจากโรงสี ขอบของไอเมฆฝนค่อยๆ ลุกไหม้อย่างเชื่องช้าและถูกเผาไหม้สลายไป ดวงจันทร์ใสบริสุทธิ์ก็เคลื่อนเข้าสู่ความดำมืด อีธานยันข้อศอกลุกขึ้น เฝ้ามองภูมิประเทศกลายเป็นสีขาวและก่อรูปตัวเองภายใต้ประติมากรรมดวงจันทร์ คืนเช่นนี้เองที่เขาจะพาแมตตีไปเล่นเลื่อนหิมะ ตะเกียงที่จะส่องทางให้ก็แขวนอยู่นั่นแล้ว เขามองออกไปยังเนินลาดซึ่งอาบแสงจันทร์วาววับ ขอบสีเงินของผืนป่าดำเข้ม และเนินเขาสีม่วงซึ่งไล่สีเป็นสีอ่อนเข้มทาบกับท้องฟ้า ช่างดูราวกับความงดงามของราตรีนี้พากันเผยตัวให้ยลเพื่อจะเยาะเย้ยความสิ้นไร้หนทางของเขา
    เขาผล็อยหลับไปในที่สุด และเมื่อตื่นขึ้น ความเย็นจับขั้วหัวใจของรุ่งอรุณในฤดูหนาวก็ครอบคลุมไปทั่วห้องแล้ว เขารู้สึกหนาว เมื่อยขบตามเนื้อตัว และยังหิว อีกทั้งรู้สึกละอายใจว่าตัวเองหิว เขาขยี้ตาและเดินไปที่หน้าต่าง ดวงอาทิตย์สีแดงลอยเด่นอยู่เหนือขอบท้องทุ่งสีเทา ด้านหลังแนวต้นไม้ซึ่งแลดูเป็นสีดำเปราะบางราวกับจะแตกหักลง เขาพูดกับตัวเองว่า “นี่เป็นวันสุดท้ายที่แมตต์จะอยู่บ้านนี้” และพยายามคิดว่าที่นี่จะเป็นอย่างไรเมื่อปราศจากหล่อนเสียแล้ว
    ขณะที่ยืนอยู่นั้นเขาได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้นด้านหลัง และเห็นหล่อนเดินเข้ามา
    “ตายจริง อีธาน คุณอยู่ในนี้ทั้งคืนหรือคะ”
    หล่อนดูตัวเล็กคล้ายถูกบีบรัดเมื่ออยู่ในชุดเก่ามอมแมมกับผ้าโพกหัวสีแดง และแสงอันเยือกเย็นทำให้ผิวขาวของหล่อนกลายเป็นซีดเซียว อีธานยืนอยู่เบื้องหน้าหล่อนโดยไม่เอ่ยปากพูดอะไร
    “คุณคงหนาวแย่” หล่อนพูดต่อ ดวงตาไร้ประกายจับจ้องอยู่ที่เขา
    เขาก้าวไปหาหล่อน “เธอรู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่นี่”
    “เพราะฉันได้ยินเสียงคุณลงบันไดหลังจากฉันเข้านอนแล้ว และฉันนอนฟังอยู่ทั้งคืน คุณไม่ได้ขึ้นมาอีก”
    ความรู้สึกอ่อนหวานทั้งมวลแล่นมาสู่ริมฝีปาก เขามองหล่อนและเอ่ยขึ้น “เดี๋ยวฉันจะตามเธอออกไปจุดไฟในครัว”
    ทั้งสองกลับไปที่ห้องครัวอีกคราว เขาไปเอาถ่านหินและเศษไม้มาก่อไฟ และกวาดเตาไว้ให้หล่อน ขณะที่หล่อนหยิบนมและพายเนื้อเย็นเฉียบที่เหลือจากเมื่อคืนออกมา เมื่อความอบอุ่นเริ่มฉายโชนออกมาจากเตาผิง และลำแสงแรกของดวงอาทิตย์ส่องลงบนพื้นห้องครัว ความคิดในทางร้ายของอีธานก็ละลายไปในความสว่างของห้อง ภาพของแมตตีทำงานตามกิจวัตรเช่นที่เขาเห็นหล่อนทำมาทุกๆ เช้า ทำให้ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ที่หล่อนจะเลือนหายไปจากภาพในห้องนี้ เขาบอกกับตัวเองว่า เขาคงวิตกกับคำขู่ของซีนาจนเกินเลยเถิดไปอย่างไม่ต้องสงสัย และเมื่อเช้าวันใหม่มาถึง เธอเองก็คงอารมณ์ดีและได้คิดมากขึ้นเช่นกัน
    เขาเดินไปหาแมตตีขณะที่หล่อนก้มตัวอยู่หน้าเตาไฟ และวางมือลงบนแขนของหล่อน “ฉันไม่อยากให้เธอลำบากด้วยเหมือนกัน” เขาเอ่ยขึ้น มองตาหล่อนพร้อมกับยิ้ม
    หล่อนหน้าแดงน่ามอง กระซิบตอบเขา “เปล่าค่ะ อีธาน ฉันจะไม่ลำบากหรอก”
    “ฉันคิดว่าอะไร ๆ คงจะคลี่คลายไปด้วยดี” เขากล่าวเสริม
    ไม่มีคำตอบจากหล่อน นอกจากหนังตาที่หลุบลงอย่างรวดเร็ว เขาจึงกล่าวต่อ “เช้าวันนี้ซีนายังไม่ได้พูดอะไรใช่ไหม”
    “ฉันยังไม่เจอเธอเลยค่ะ”
    “ตอนที่เจอ ก็อย่าไปใส่ใจท่าทางเธอให้มากนัก”
    สั่งจบเขาก็เดินออกจากบ้านไปยังโรงวัว เห็นโจแธม พาวเวลล์เดินดุ่มๆ ฝ่าหมอกยามเช้าขึ้นเนินมา ภาพชินตานี้ยิ่งทำให้เขารู้สึกมั่นใจมากขึ้นว่าทุกสิ่งยังคงเป็นไปด้วยดี
    ระหว่างที่ชายทั้งสองกำลังเอาเครื่องมือออกจากโรงเก็บ โจแธมยืนพิงคราดในมือแล้วเอ่ยขึ้น “วันนี้ตอนเที่ยง แดเนียล เบิร์นจะเข้าไปแฟลต์ส ขนกระเป๋าของแมตตีไปด้วยทีเดียว ตอนผมขับเลื่อนไปส่งหล่อนจะได้ง่ายขึ้นหน่อย”
    อีธานมองหน้าโจแธมอย่างไม่เข้าใจความหมายใดๆ โจแธมยังคงพูดต่อ “คุณนายโฟรมบอกว่าคนรับใช้ใหม่จะมาถึงแฟลต์สตอนห้าโมงได้ ทีนี้ผมก็เลยต้องพาแมตตีไปให้ทันราวๆ นั้น หล่อนจะได้ขึ้นรถไฟไปสแตมฟอร์ดเที่ยวหกโมงไง”
    อีธานรู้สึกว่าเส้นเลือดที่ขมับทั้งสองข้างเต้นตุบๆ อยู่ เขาต้องนิ่งรออยู่อึดใจก่อนจะเปล่งเสียงออกไปได้ “เอ้อ เรื่องแมตตีจะไปน่ะยังไม่แน่นอนหรอก”
    “งั้นหรือครับ” โจแธมตอบอย่างไม่ยินดียินร้าย จากนั้นทั้งคู่ก็ทำงานต่อ
    เมื่อทั้งสองกลับไปที่ห้องครัว หญิงทั้งสองคนกำลังทานอาหารเช้ากันอยู่ ซีนามีท่าทางกระฉับกระเฉงผิดกว่าทุกวัน เธอดื่มกาแฟไปสองถ้วย แล้วเอาเศษอาหารที่เหลือในจานให้แมว จากนั้นก็ลุกจากเก้าอี้และเดินไปที่หน้าต่าง เด็ดใบสีเหลืองสองสามใบจากกระถางเยอราเนียมทิ้ง “ต้นเยอราเนียมที่บ้านป้ามาร์ธาไม่มีใบเหลืองสักใบเลยนะ แต่ถ้าไม่ดูแลเอาใจใส่ ใบมันก็จะเหลืองแบบนี้แหละ” เธอพูดขึ้นอย่างครุ่นคิด จากนั้นหันไปถามโจแธม “คุณบอกว่าแดเนียล เบิร์นจะมาตอนไหนนะ”
    ชายลูกจ้างเหลือบมองอีธานแบบไม่ใคร่แน่ใจ
    “ราวๆ เที่ยงครับ” เขาตอบ
    ซีนาหันไปทางแมตตี “กระเป๋าเดินทางของเธอบรรทุกเลื่อนไม่ไหวหรอก แดเนียล เบิร์นเขาจะมาช่วยขนไปส่งให้ที่แฟลตส์” เธอเอ่ยขึ้น
    “ขอบคุณมากค่ะ ซีนา”
    “ฉันอยากจะไล่รายการข้าวของกับเธอให้เรียบร้อยก่อน” ซีนากล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง “ฉันรู้แล้วว่ามีผ้าเช็ดตัวเนื้อหยาบหายไปผืนหนึ่ง นี่ยังไม่รู้เลยว่าจะให้เธอชดใช้ยังไงที่เธอทำกล่องใส่ไม้ขีดหายไป อันที่ตั้งไว้หลังนกเค้าแมวสตัฟฟ์ในห้องนั่งเล่นน่ะ”
    เธอเดินออกจากห้องไป แมตตีเดินตามไปไม่ห่าง เมื่อชายทั้งสองอยู่กันตามลำพัง โจแธมก็เอ่ยขึ้นกับอีธาน “ถ้างั้นผมให้แดเนียลมาก็แล้วกันนะครับ”
    อีธานจัดการงานในบ้านและโรงนาสำหรับตอนเช้าจนเสร็จ แล้วจึงสั่งกับโจแธมว่า “ฉันจะไปสตาร์กฟิลด์ บอกสองคนนั้นด้วยว่าไม่ต้องรอกินมื้อเที่ยง”
    ความรู้สึกต่อต้านโหมพุ่งขึ้นในใจเขาอีกครั้งหนึ่ง สิ่งที่ดูจะเป็นไปไม่ได้เมื่อยามเช้าตรู่ บัดนี้ได้เกิดขึ้นแล้วจริงๆ และเขาก็ช่วยได้แค่เฝ้ามองแมตตีถูกเลือกไสไล่ส่งโดยไม่อาจช่วยเหลืออะไรได้ บทบาทที่จำต้องสวมทำให้เขารู้สึกถูกหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นลูกผู้ชาย อีกทั้งเมื่อคิดว่าแมตตีจะนึกถึงเขาเช่นไร แรงกระตุ้นพลันต่อสู้กันอลหม่านอยู่ในใจขณะที่เขาพาเลื่อนเข้าไปยังหมู่บ้าน เขาตกลงใจแล้วว่าจะทำอะไรบางอย่าง แต่ยังไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร
    หมอกยามเช้าตรู่จางหายไปแล้ว บัดนี้ท้องทุ่งแลคล้ายแผ่นเงินทอดตัวอยู่ใต้ดวงอาทิตย์ นี่เป็นอีกวันหนึ่งที่ประกายระยิบระยับของฤดูหนาวส่องผ่านม่านคลุมเครือสีซีดของฤดูผลิออกมา พื้นถนนทุกตารางนิ้วมีชีวิตชีวาขึ้นด้วยร่างของแมตตี แทบไม่มีกิ่งไม้กิ่งใดที่ทาบอยู่กับท้องฟ้า ไม่มีพุ่มหนามต้นใดในสองข้างถนนที่จะไม่มีริ้วสีสดใสของความทรงจำเกาะติดอยู่ ครั้งหนึ่งในความสงัดเงียบ เสียงนกร้องจากต้นแอชฟังดูคล้ายเสียงหัวเราะของหล่อน จนหัวใจเขาบีบรัดและขยายพองโตขึ้นอีกครา และสิ่งเหล่านี้ทำให้เขาตระหนักแน่ในใจว่า เขาจะต้องทำอะไรบางอย่างโดยเร็ว
    ทันใดนั้นเขาก็นึกขึ้นได้ว่า แอนดรูว์ เฮลผู้มีใจกรุณา อาจยอมเปลี่ยนใจจ่ายเงินค่าไม้ล่วงหน้าให้เขาสักก้อนย่อมๆ ถ้าเขาเกลี้ยกล่อมดีๆ บอกว่าสุขภาพย่ำแย่ของซีนาทำให้จำเป็นต้องจ้างคนใช้ อย่างไรเสียเฮลก็รู้สถานการณ์ของอีธานดีพอ อีธานน่าจะลองเอ่ยปากได้อีกครั้งโดยไม่เสียศักดิ์ศรีจนเกินไป และที่ยิ่งกว่านั้น ศักดิ์ศรีมีความหมายใดเล่า ในเมื่ออกเขาพลุ่งพล่านไปด้วยอารมณ์เช่นนี้
    ยิ่งพิจารณาแผนการนี้มากเท่าไรเขาก็ยิ่งมีความหวังมากขึ้น ถ้าหาทางพูดกับคุณนายเฮลได้ล่ะก็ ความสำเร็จย่อมจะเห็นอยู่รำไร และเมื่อใดที่มีเงินห้าสิบดอลลาร์ในกระเป๋า ไม่ว่าอะไรก็ไม่อาจขวางกั้นเขาจากแมตตีได้
    เป้าหมายแรกของเขาคือ ต้องไปถึงสตาร์กฟิลด์ก่อนที่เฮลจะออกจากบ้านไปทำงาน เขารู้ว่าตอนนี้นายช่างมีงานอยู่ที่ถนนคอร์บูรี และน่าจะออกจากบ้านแต่เช้า ก้าวยาวๆ ของอีธานเร่งจังหวะขึ้นพร้อมกับความคิดที่แล่นไปอย่างเร็วรี่ เมื่อถึงตีนเนินสกูล เฮาส์ เขาก็เห็นเลื่อนของเฮลอยู่แต่ไกล เขารีบเดินเพื่อให้ทัน ทว่าเมื่อเข้าไปใกล้ จึงเห็นว่าคนขับเลื่อนเป็นลูกชายคนเล็กของนายช่าง ส่วนร่างที่นั่งข้างๆ ซึ่งดูเหมือนรังไหมดิบสวมแว่นตาคือคุณนายเฮล อีธานส่งสัญญาณให้เลื่อนหยุด คุณนายเฮลโน้มตัวมาหาเขา รอยย่นสีชมพูของเธอเป็นประกายวิบวับด้วยความกรุณา
    “หาคุณเฮลหรือ อยู่ที่บ้านแน่ะค่ะ เช้านี้เขาไม่ไปทำงานหรอก ตื่นขึ้นมาก็บ่นว่าปวดเอว ฉันเลยบอกให้เขาเอาปลาสเตอร์ยาของคุณหมอคิดเดอร์แปะเข้า แล้วไปนั่งชิดๆ เตาผิงไว้ค่ะ”
    หล่อนจ้องมองอีธานด้วยสายตาเมตตาของมารดา พร้อมกับกล่าวต่อ “ฉันเพิ่งรู้จากคุณเฮลว่าซีนาไปเบตต์สบริดจ์เพื่อพบหมอคนใหม่ ฉันเสียใจด้วยนะคะที่เธออาการแย่ลงอีก ก็ได้แต่หวังว่าหมอคงพอหาทางช่วยอะไรเธอได้บ้าง ฉันไม่รู้จักใครที่ป่วยออดแอดเท่าซีนาเลยนะ ฉันยังพูดกับคุณเฮลบ่อยๆ ว่านึกไม่ออกเลยว่าเธอจะทำยังไงถ้าไม่มีคุณดูแลเสียคน ตอนคุณแม่คุณฉันก็พูดอย่างเดียวกันนี่แหละ อีธาน โฟรม ชีวิตคุณต้องเจอเรื่องหนักใจอยู่เสมอเลยนะ”
    หล่อนพยักหน้าให้เขาครั้งสุดท้ายเป็นเชิงแสดงความเห็นใจ ขณะที่ผู้เป็นลูกชายร้องกระตุ้นม้าให้ออกเหยาะย่าง ขณะที่เลื่อนแล่นจากไป อีธานก็ยืนอยู่กลางถนนและจ้องมองเลื่อนที่แล่นห่างออกไป
    นานเหลือเกินแล้วที่ไม่มีใครพูดคุยกับเขาอย่างเมตตาเช่นคุณนายเฮล คนส่วนใหญ่เฉยเมยต่อความลำบากของเขา หรือไม่ก็คิดเสียว่าเป็นธรรมดาสำหรับคนหนุ่มในวัยนี้ที่จะต้องแบกภาระเลี้ยงดูชีวิตพิการสามชีวิตไปโดยไม่ปริปากบ่น ทว่าคุณนายเฮลพูดกับเขาว่า ‘อีธาน โฟรม ชีวิตคุณต้องเจอเรื่องหนักใจอยู่เสมอเลยนะ’ และทำให้เขารู้สึกโดดเดี่ยวน้อยลงแม้จะยังคงเศร้าเช่นเดิม หากเฮลสองสามีภรรยาเห็นใจเขา ก็น่าจะยินดีทำตามที่เขาร้องขอ
    เขาออกเดินมุ่งหน้าไปยังบ้านครอบครัวเฮล ทว่าเดินไปได้เพียงไม่กี่หลาก็หยุดกึก รู้สึกหน้าแดงฉ่า เป็นครั้งแรกที่เขามองเห็นสิ่งที่ตัวเองกำลังจะทำ เมื่อได้ฟังคำพูดเมื่อครู่ เขาตั้งใจจะเรียกร้องความสงสารของสองสามีภรรยาเฮลและอ้างเหตุผลหลอกมาขอเงิน นั่นคือคำพูดง่ายๆ ที่อธิบายเป้าประสงค์อันคลุมเครือซึ่งกระตุ้นให้เขาดิ่งตรงมายังสตาร์กฟิลด์
    ความคลุ้มคลั่งรุ่มร้อนหายวับไปทันทีที่เขามองเห็นว่า มันได้พาเขาไปไกลเพียงใด และเขาเริ่มมองเห็นชีวิตข้างหน้าตามที่เป็นจริง เขาเป็นคนยากไร้ เป็นสามีของหญิงเจ็บป่วย ผู้จะต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวและยากจนข้นแค้นหากว่าเขาทิ้งไป และแม้นว่าเขาใจแข็งพอที่จะทิ้งเธอ เขาก็ยังต้องหลอกลวงคนใจกรุณาสองคนซึ่งมีใจสงสารเขา
    เขาหันหลังกลับและเดินช้าๆ กลับไปยังไร่


    บทที่ 9

ที่หน้าประตูครัว แดเนียล เบิร์นนั่งอยู่ในเลื่อนหลังม้าผ่ายผอมจนเห็นกระดูก มันตะกุยหิมะและส่ายหัวไปมาอย่างร้อนรน อีธานเดินเข้าห้องครัวและพบภรรยานั่งอยู่ข้างเตาผิง ใช้ผ้าคลุมไหล่คุลมศีรษะไว้ เธอกำลังอ่านหนังสือชื่อ โรคไตและวิธีการรักษา ซึ่งเขาต้องจ่ายค่าไปรษณีย์แพงเป็นพิเศษเมื่อสองสามวันที่ผ่านมา
    ซีนาไม่ได้ขยับตัวหรือเงยหน้าขึ้นมองเมื่อเขาเข้ามาในห้อง ครู่หนึ่งเขาจึงถามขึ้นว่า “แมตตีล่ะ”
    เธอตอบโดยไม่ได้ละสายตาจากหนังสือ “สงสัยขึ้นไปยกกระเป๋ามั้ง”
    เลือดฉีดขึ้นหน้าเขา “ยกกระเป๋า คนเดียวน่ะรึ”
    “โจแธม พาวเวลล์อยู่ในป่าโน่น แดเนียล เบิร์นก็ไม่ยอมปล่อยให้ม้าคลาดสายตา” เธอตอบ
    สามีของเธอไม่อยู่ฟังจนจบประโยค เขาเดินออกจากครัวและสาวเท้าขึ้นบันไดอย่างเร่งรีบ ประตูห้องของแมตตีปิดอยู่ เขาจึงลังเลอยู่หน้าประตูห้อง “แมตต์” เขาเอ่ยขึ้นเบาๆ ทว่าไม่มีคำตอบดังมา จึงวางมือจับลูกบิดประตู
    เขาไม่เคยเข้าห้องของหล่อน นอกจากเพียงครั้งเดียวในช่วงต้นฤดูร้อนที่เข้าไปยารอยแตกตรงชายคา แต่กระนั้นก็ยังจำได้ดีว่าสภาพภายในห้องตอนนั้นเป็นเช่นไร ผ้าห่มลวดลายแดงขาวบนเตียงคับแคบ หมอนเข็มหมุดใบสวยบนตู้ลิ้นชัก และผนังเหนือตู้แขวนภาพถ่ายขนาดใหญ่ของมารดาในกรอบเคลือบ หลังรูปมีช่อหญ้าย้อมสีประทับอยู่ ตอนนี้ทุกอย่างที่ว่ามาและสิ่งของอื่นๆ อันบ่งบอกว่าหล่อนยังอยู่หายไปสิ้น ห้องดูว่างเปล่าและไม่น่าอยู่เช่นเดียวตอนที่ซีนาพาหล่อนมาดูในวันที่หล่อนมาถึง กลางห้องมีกระเป๋าเดินทางวางอยู่ ตัวหล่อนเองอยู่ในชุดสวยที่สุดสำหรับสวมไปโบสถ์นั่งอยู่บนกระเป๋า หันหลังให้ประตู ซุกหน้ากับสองมือ หล่อนไม่ได้ยินเสียงอีธานเรียกด้วยว่ากำลังสะอื้นฮักๆ และไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าเขาจนกระทั่งเขามายืนอยู่ใกล้ๆ ด้านหลัง และวางมือทั้งสองลงบนไหล่ของหล่อน
    “แมตต์ โธ่ แมตต์ อย่าร้องเลย”
    หล่อนสะดุ้งและผุดลุกขึ้นยืน เงยหน้าเปื้อนน้ำตาขึ้นมองเขา “อีธาน ฉันนึกว่าจะไม่ได้เห็นหน้าคุณอีกแล้ว”
    เขาสวมกอดหล่อน กดร่างหล่อนไว้แนบอก และยกมือสั่นเทาจับเส้นผมที่ปรกหน้าผากไปด้านหลังอย่างนุ่มนวล
    “ไม่เห็นหน้าฉันอีกหรือ เธอหมายความว่ายังไง”
    หล่อนสะอื้นอีก “โจแธมบอกว่า คุณบอกว่าไม่ต้องรอกินอาหารเที่ยง ฉันก็คิด...”
    “เธอคิดว่าฉันตั้งใจหลบหน้างั้นรึ” เขาต่อประโยคของหล่อนด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
    หล่อนยังกอดเขาไว้โดยไม่ตอบ เขาจรดริมฝีปากลงกับผมของหล่อนซึ่งนุ่มหยุ่นราวกับมอสบางชนิดบนเนินซึ่งอากาศอบอุ่น และมีกลิ่นหอมจางๆ ของไม้คล้ายกลิ่นขี้เลื่อยท่ามกลางแสงแดด
    ทั้งสองได้ยินเสียงซีนาร้องเรียกมาจากชั้นล่าง “แดเนียล เบิร์นบอกว่าถ้าอยากให้ช่วยขนกระเป๋าก็รีบๆ เข้าอย่าชักช้า”
    ทั้งสองหน้าสลดผละจากกัน ถ้อยคำทักท้วงแล่นมาที่ริมฝีปากของอีธาน และสลายไปตรงนั้น แมตตีหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดน้ำตา จากนั้นก็ก้มลงจับหูหิ้วกระเป๋า
    อีธานดันเธอไปด้านข้าง “ปล่อยมือเถอะ แมตต์” เขาสั่ง
    หล่อนตอบ “ตอนเลี้ยวที่มุมต้องช่วยกันสองคนค่ะ” เขายอมฟังคำท้วงของหล่อนและจับหูหิ้วอีกข้าง ทั้งสองช่วยกันหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าออกไปยังชานหน้าบันได
    “ปล่อยมือได้แล้ว” เขาสั่งซ้ำ ก่อนจะยกกระเป๋าขึ้นบ่าและแบกลงบันได ข้ามห้องโถงไปยังห้องครัว ซีนาซึ่งเดินกลับไปนั่งเก้าอี้ข้างเตาผิงตามเดิมไม่ได้เงยศีรษะขึ้นมองตอนที่ทั้งสองเดินผ่านไป แมตตีเดินตามเขาออกประตู และช่วยยกกระเป๋าขึ้นวางด้านหลังเลื่อน เมื่อวางกระเป๋าเข้าที่แล้ว ทั้งคู่ยืนเคียงคู่กันที่บันไดหน้าประตู มองดูแดเนียล เบิร์นขับเลื่อนออกไปด้านหลังม้าที่ร้อนรนกระสับกระส่าย
    อีธานรู้สึกราวกับมือที่มองไม่เห็นรัดเชือกรอบหัวใจเขาแน่นเข้าทุกขณะที่เข็มนาฬิกาเดิน มีอยู่สองครั้งที่เขาอ้าปากจะพูดกับแมตตี ทว่าลมหายใจแทบจะขาดห้วง ในท้ายที่สุด ขณะที่หล่อนกำลังหันกลับเข้าบ้าน เขาเอื้อมมือไปรั้งตัวหล่อนไว้
    “ฉันจะไปส่งเธอเอง แมตต์” เขากระซิบ
    หล่อนพึมพำตอบ “ฉันว่าซีนาคงอยากให้ฉันไปกับโจแธม”
    “ฉันจะไปส่งเธอเอง” เขาพูดซ้ำ หล่อนเดินเข้าห้องครัวไปโดยไม่ตอบ
    ที่โต๊ะอาหารอีธานแทบจะกินไม่ลง ครั้งใดเขาเหลือบตาขึ้นมอง ก็มักจะเจอใบหน้าของซีนาที่ทำให้ห่อเหี่ยวใจ มุมปากทั้งสองข้างของเธอดูจะฉีกไปด้านข้างนิดหนึ่งคล้ายจะยิ้ม เธอกินได้มาก บอกมาลอยๆ ว่าอากาศอุ่นขึ้นทำให้รู้สึกดีขึ้น แล้วยังคะยั้นคะยอให้โจแธม พาวเวลล์ต้องตักถั่วมากินเพิ่ม ทั้งที่ปกติแล้วเธอแทบไม่เคยไยดีลูกจ้างมาก่อน
    เมื่อกินอาหารอิ่ม แมตตีลุกไปเก็บโต๊ะและล้างจานตามปกติ หลังจากให้อาหารแมวเสร็จ ซีนากลับไปนั่งเก้าอี้โยกข้างเตาผิงตามเดิม ส่วนโจแธม พาวเวลล์ซึ่งมักจะอ้อยอิ่งอยู่ที่โต๊ะเป็นคนหลังสุด ค่อย ๆ เลื่อนเก้าอี้ออกจากโต๊ะด้วยท่าทางเสียดาย แล้วเดินไปทางประตู
    ถึงธรณีประตู เขาหันมาพูดกับอีธาน “จะให้ผมมารับแมตตีตอนไหนดี”
    อีธานยืนอยู่ใกล้หน้าต่าง มือเอายาเส้นใส่ไปป์อย่างใจลอย ขณะที่ตาเฝ้ามองแมตตีเดินไปตรงโน้นตรงนี้อยู่ในห้อง เขากล่าวตอบ “ไม่ต้องมาหรอก ฉันจะไปส่งแมตตีเอง”
    เขามองเห็นแก้มสีแดงเข้มของแมตตีซึ่งเบือนไปทางอื่น และศีรษะของซีนาที่เงยขึ้นทันควัน
    “บ่ายนี้ฉันอยากให้เธออยู่บ้านนะอีธาน” ภรรยาของเขากล่าวขึ้น “ให้โจแธมไปส่งแมตตีก็ได้”
    แมตตีหันหน้ามาทางเขาด้วยสายตาวิงวอนขอร้อง ทว่าเขายังย้ำคำเดิมด้วยน้ำเสียงห้วนสั้น “ผมจะไปส่งเธอเอง”
    เสียงราบเรียบของซีนายังกล่าวต่อ “ฉันอยากให้เธออยู่ซ่อมเตาผิงในห้องแมตตีเสียให้เสร็จก่อนคนใช้จะมาถึง ไฟในเตานั่นลุกไม่ค่อยดีตอนกลางคืนมาเป็นเดือนแล้ว”
    อีธานขึ้นเสียงอย่างเดือดดาล “ก็ในเมื่อมันดีพอสำหรับแมตตี ผมว่ามันคงดีพอสำหรับคนรับใช้เหมือนกัน”
    “เด็กคนนั้นบอกว่าหล่อนชินกับการอยู่บ้านที่มีเตาผิงขนาดใหญ่นะ” ซีนายังยืนกรานด้วยน้ำเสียงเบาและราบเรียบเช่นเดิม
    “ถ้าอย่างนั้นก็อยู่บ้านนั้นไปสิ” เขาโต้กลับ หันไปทางแมตตีแล้วพูดต่ออย่างเสียงแข็ง “เตรียมตัวให้เสร็จตอนสามโมง แมตต์ ฉันมีธุระต้องทำแถวคอร์บูรี”
    โจแธม พาวเวลล์ออกเดินไปยังโรงนา และอีธานก้าวยาวๆ ตามไปอย่างโกรธจัด เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ ตาพร่าแทบจะมองอะไรไม่เห็น เขาทำงานไปโดยไม่รู้ว่าพลังใดเป็นตัวกำกับให้ทำ ไม่รู้ว่ามือและเท้าที่ทำตามคำสั่งนั้นเป็นของผู้ใด เขามารู้สึกตัวอีกครั้งก็ตอนจูงม้าสีข้าวเปลือกออกมาและเทียมเข้ากับเพลาของเลื่อน ขณะที่คาดสายบังเหียนกับหัวม้า และผูกสายบังเหียนรอบเพลานั้นเอง เขานึกขึ้นได้ถึงวันที่เขากำลังเตรียมพร้อมแบบเดียวกันนี้เพื่อจะไปรับลูกพี่ลูกน้องของภรรยาที่แฟลตส์ เพิ่งปีกว่ามานี้เอง ในบ่ายอากาศอบอุ่นแบบนี้ ท่ามกลางบรรยากาศที่ ‘ความรู้สึก’ ของฤดูใบไม้ผลิล่องลอยอยู่ในอากาศ เจ้าม้าสีข้าวเปลือกหันมามองเขาด้วยนัยน์ตาโตของมัน และใช้จมูกดุนฝ่ามือเขาเหมือนกับในวันนั้น แล้วภาพของแต่ละวันที่ผ่านมาก็ผุดขึ้นปรากฏอยู่เบื้องหน้า
    อีธานเหวี่ยงหนังหมีลงในเลื่อน ปีนขึ้นบนที่นั่ง และขับตรงไปยังตัวบ้าน ห้องครัวว่างเปล่า ทว่ากระเป๋าถือและผ้าคลุมไหล่ของแมตตีวางเตรียมพร้อมอยู่ข้างประตู เขาเดินไปที่ตีนบันไดและนิ่งฟัง ไม่มีเสียงใดจากชั้นบนดังมาให้ได้ยิน ทว่าทันใดนั้นเขารู้สึกคล้ายได้ยินเสียงคนเดินไปมาในห้องสมุดร้าง เมื่อผลักประตูเข้าไป ก็พบแมตตีซึ่งสวมหมวกและเสื้อแจ็กเก็ตเรียบร้อยแล้ว หล่อนยืนหันหลังให้อยู่ข้างโต๊ะ
    หล่อนสะดุ้งเมื่อเขาเข้าไป และหันกลับมาอย่างรวดเร็ว “ได้เวลาแล้วหรือคะ”
    “เธอเข้ามาทำอะไรทีนี่ แมตต์” เขาถามหล่อน
    หล่อนมองดูเขาอย่างประหม่า “ฉันแค่มาเดินดูเล่นๆ ไม่มีอะไรหรอกค่ะ” หล่อนตอบพร้อมกับยิ้ม ปากสั่นนิดๆ
    ทั้งสองเดินกลับไปในครัวโดยไม่มีใครพูดจา อีธานถือกระเป๋ากับผ้าคลุมไหล่ของหล่อนขึ้น
    “ซีนาล่ะ” เขาถาม
    “กินเสร็จก็ขึ้นห้องไปเลยค่ะ บอกว่าปวดอกปวดท้องจี๊ดๆ ขึ้นมาอีก บอกว่าไม่ให้ใครกวน”
    “ไม่ได้บอกลาเธอสักคำรึ”
    “ค่ะ เธอพูดแค่นั้นเอง”
    อีธานมองไปรอบห้องช้าๆ บอกกับตัวเองพร้อมกับยักไหล่ว่า อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า เขาจะกลับมายังห้องนี้ตามลำพัง จากนั้นความรู้สึกอันมิใช่ความจริงก็เข้าครอบงำเขาอีกครั้งหนึ่ง และทำอย่างไรเขาก็ไม่อาจเชื่อได้ว่า เขาจะไม่มีวันได้เห็นภาพแมตตียืนอยู่เบื้องหน้าเช่นนี้อีกแล้ว
    “ไปกันเถอะ” เขาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเกือบจะเรียกได้ว่ารื่นเริง พลางเปิดประตูและเดินไปวางกระเป๋าของหล่อนในเลื่อน เขากระโดดขึ้นนั่งประจำที่ และโน้มตัวไปซุกผ้าห่มไว้ข้างตัวหล่อนขณะที่หญิงสาวเลื่อนตัวลงนั่งข้างเขา “เอาล่ะ ไปกันได้แล้ว” เขาพูดพร้อมกับสะบัดบังเหียน ซึ่งส่งให้เจ้าม้าสีข้าวเปลือกวิ่งเหยาะๆ ลงเนินไปอย่างนุ่มนวล
    “เรามีเวลานั่งเลื่อนกินลมกันเหลือเฟือเชียวล่ะ แมตต์” เขาร้องขึ้น สอดมือไปจับมือหล่อนที่อยู่ใต้ผ้าห่มไว้แน่น เขารู้สึกชาที่ใบหน้า และหน้ามืด คล้ายกับเขาได้แวะจอดดื่มในร้านเหล้าที่สตาร์กฟิลด์ในวันที่อากาศเย็นจนถึงจุดเยือกแข็ง
    เมื่อถึงประตูรั้ว แทนที่จะมุ่งหน้าไปสตาร์กฟิลด์ เขาบังคับให้ม้าเลี้ยวขวาขึ้นไปทางถนนเบตตส์บริดจ์ แมตตีนั่งเงียบ ไม่ได้แสดงอาการแปลกใจ ทว่าครู่ต่อมาหล่อนพูดขึ้น “คุณจะไปสระเงาหรือคะ”
    เขาหัวเราะก่อนจะตอบ “ฉันนึกแล้วว่าเธอต้องรู้”
    หล่อนขยับร่างในผ้าห่มหนังหมีมาชิดเขามากขึ้น ด้วยเหตุนี้ เพียงแค่เหลือบตาไปข้างๆ ปลายแขนเสื้อโค้ต เขาก็พอจะเห็นปลายจมูกกับเส้นผมสีน้ำตาลปลิวไสวไปตามลมได้ ทั้งสองขับเลื่อนไปตามถนนระหว่างท้องทุ่งซึ่งเป็นประกายระยับภายใต้ดวงอาทิตย์สีซีดอย่างไม่เร่งร้อน จากนั้นก็หักเลี้ยวขวาไปตามทางเล็กๆ ซึ่งสองข้างคลาคล่ำด้วยสนสปรูซกับสนลาร์ค ไกลออกไปเบื้องหน้า เห็นแนวเทือกเขาเป็นขอบสีขาวโค้งหยักสลับด้วยป่าสีดำเข้มทอดตัวทาบกับท้องฟ้า เส้นทางนี้นำไปสู่ใจกลางป่าสนซึ่งลำต้นเป็นสีแดงเข้มท่ามกลางแดดยามบ่าย ทอดเงาสีฟ้าอ่อนบนพื้นหิมะ สายลมเอื่อยๆ ปะทะใบหน้าของคนทั้งคู่ขณะฝ่าเข้าไปกลางป่า ความเงียบงันแสนอบอุ่นดูราวกับจะทิ้งตัวลงจากกิ่งไม้พร้อมด้วยผลึกเข็มที่ร่วงลงมา หิมะในบริเวณนี้ขาวบริสุทธิ์ จนเห็นรอยทางเล็กๆ ของสัตว์ป่าดูคล้ายลายลูกไม้ละเอียดซับซ้อน ลูกสนสีออกน้ำเงินซึ่งตกอยู่ตามพื้นแลเห็นเด่นประหนึ่งเป็นลวดลายประดับทำจากทองบรอนซ์
    อีธานขับเลื่อนต่อไปในความเงียบ จนกระทั่งไปถึงบริเวณซึ่งต้นสนขึ้นอยู่ห่างๆ เขาจอดเลื่อน และช่วยจับมือให้แมตตีลงมา ทั้งสองเดินผ่านต้นสนซึ่งส่งกลิ่นหอมจาง รู้สึกได้ถึงหิมะเปราะแตกใต้เท้า จนมาถึงแอ่งน้ำเล็กๆ มีขอบไม้สูงชันล้อมรอบ ฝั่งตรงข้ามของพื้นผิวซึ่งหิมะจับตัวเป็นลานน้ำแข็ง มียอดเขาลูกหนึ่งชูยอดขึ้นโดดเดี่ยวทาบกับดวงอาทิตย์ซึ่งบัดนี้คล้อยไปทางทิศตะวันตก เงาของภูเขาลูกนั้นเป็นรูปทรงกรวยยาว เป็นที่มาของชื่อสระน้ำแห่งนี้ สถานที่ซึ่งเร้นลับห่างไกล และอบอวลไปด้วยความเศร้าซึมนิ่งอึ้งเฉกเช่นที่อีธานรู้สึกอยู่ในใจตอนนี้
    เขากวาดตามองไปรอบๆ ลานผลึกน้ำแข็ง จนกระทั่งสายตาไปปะทะกับต้นไม้ที่นอนขวางจมหิมะอยู่ครึ่งหนึ่ง
    “ตรงนั้นไงที่เรานั่งตอนมาปิกนิกกัน” เขาเอ่ยขึ้นเตือนความหลัง
    ความรื่นรมย์ที่เขาพูดถึงเป็นหนึ่งในโอกาสน้อยนิดที่ทั้งสองได้ใช้เวลาร่วมกัน ‘ปิกนิกวันไปโบสถ์’ ในบ่ายอันยาวนานของหน้าร้อนที่ผ่านมา ซึ่งทำให้สถานที่โดดเดี่ยวแห่งนี้อบอวลไปด้วยบรรยากาศสนุกสนาน แมตตีอ้อนวอนขอร้องให้เขาไปกับหล่อนแต่เขาปฏิเสธ ต่อมาในตอนเย็นย่ำอาทิตย์ใกล้ลับฟ้า คนที่มาร่วมสนุกสนานก็เผอิญเดินไปพบเขาเข้า และลากตัวเขามาร่วมกลุ่มที่ข้างสระน้ำ แมตตีถูกเด็กๆ วัยคะนองห้อมล้อมอยู่ ใบหน้าของหล่อนใต้หมวกปีกกว้างแดงก่ำราวกับลูกแบล็กเบอร์รี หล่อนกำลังต้มกาแฟบนกองไฟยิปซี เขาจำได้ว่าเขาประหม่าเพียงใดขณะเดินไปหาหล่อนในสภาพเสื้อผ้ามอมแมม จำใบหน้าของหล่อนที่สดใสขึ้นเมื่อเห็นเขา และอากัปกิริยาของหล่อนขณะเดินแยกวงออกมาหาเขาพร้อมกับถ้วยในมือ ทั้งสองนั่งด้วยกันบนขอนไม้ริมสระครู่หนึ่ง แมตตีทำล็อกเกตทองคำหาย พวกหนุ่มๆ จึงช่วยกันค้นหา และอีธานเป็นคนพบมันตกอยู่ในกลุ่มมอส...มีเพียงเท่านั้น ทว่าการพูดคุยทั้งหมดของทั้งสองปะติดปะต่อกันด้วยคำพูดขาดห้วงเช่นนั้น ก่อนที่จู่ๆ ก็ได้พบความสุขเข้าราวกับได้พบผีเสื้อในป่าหน้าหนาวโดยไม่คาดฝัน
    “ฉันพบล็อกเกตของเธอตรงโน้นไง” เขาพูด เสือกเท้าเข้าไปในพุ่มบลูเบอร์รีที่ขึ้นรวมตัวอยู่เป็นหย่อม
    “ฉันไม่เคยเห็นใครตาไวเท่าคุณเลย” หล่อนตอบ
    หล่อนนั่งลงบนขอนไม้กลางแดด เขานั่งลงข้างๆ 
    “เธอสวมหมวกสีชมพูใบนั้นแล้วสวยอย่างกับผู้หญิงในรูปวาดแน่ะ” เขาเอ่ยขึ้น
    หล่อนหัวเราะชอบใจ “เหรอคะ ฉันว่าคงเพราะหมวกใบนั้นมากกว่า” 
    ทั้งสองไม่เคยประกาศความรู้สึกพึงใจต่อกันโดยเปิดเผยเช่นนี้มาก่อน และในชั่วขณะหนึ่ง อีธานเกิดความรู้สึกลวงขึ้นมาว่า เขาเป็นชายตัวเปล่าผู้กำลังพูดจาเกี้ยวหญิงสาวซึ่งเขามุ่งหมายจะร่วมหอลงโรงด้วย เขามองเรือนผมของหล่อน นึกอยากจะสัมผัสมันอีกครั้ง และบอกหล่อนว่ามันมีกลิ่นคล้ายกลิ่นของไม้ แต่ทว่าเขาพูดจาแบบนั้นไม่เป็น
    จู่ๆ หล่อนก็ลุกขึ้นยืน และพูดว่า “เราอย่าอยู่ที่นี่นานเลยค่ะ”
    เขายังคงจ้องมองหล่อนอย่างเลื่อนลอย คล้ายยังไม่ตื่นจากความฝันดี “มีเวลาเหลือเฟือนี่” เขาตอบ
    ทั้งสองยืนมองกันอยู่เช่นนั้น ราวกับว่านัยน์ตากำลังดูดซับเอาภาพของอีกฝ่ายเอาไว้ อีธานมีบางอย่างที่ต้องพูดก่อนจะจากกัน ทว่าไม่อาจพูดออกมาได้ในสถานที่แห่งความทรงจำในฤดูร้อนคราวนั้น เขาจึงหันกลับและเดินตามหล่อนไปยังเลื่อนอย่างเงียบงัน ขณะที่เลื่อนแล่นออกจากที่นั่น ดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยลงหลังเนินเขา และลำต้นสนเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีเทาทึม
    ทั้งสองมุ่งหน้ากลับไปยังสตาร์กฟิลด์ตามเส้นทางอ้อมวน บรรยากาศภายใต้ท้องฟ้ากระจ่างยังคงสว่างสดใส มีเพียงเงาสะท้อนสีแดงเยือกเย็นอยู่บนทิวเขาทางทิศตะวันออก หมู่ต้นไม้กลางหิมะดูจะจับกลุ่มเข้าด้วยกันอย่างยุ่งเหยิง คล้ายนกเกาะกลุ่มกันโดยแต่ละตัวซุกหัวไว้ใต้ปีก ตอนนี้ท้องฟ้าสีซีดดูเหมือนลอยสูงขึ้น ทิ้งให้ผืนดินอ้างว้างยิ่งกว่าเดิม
    ทันทีที่เลี้ยวเข้าถนนสตาร์กฟิลด์ อีธานก็เอ่ยขึ้น “แมตต์ เธอจะทำยังไงต่อไป”
    หล่อนไม่ตอบในทันที ทว่าในที่สุดก็ตอบว่า “ฉันจะลองหางานทำในร้านค้า”
    “เธอก็รู้ดีว่าเธอทำไม่ไหว ไหนจะอากาศไม่ถ่ายเท แถมยังต้องยืนขาแข็งทั้งวัน เธอเคยทำจนป่วยแทบตายมาแล้วนี่”
    “เดี๋ยวนี้ฉันแข็งแรงขึ้นกว่าตอนก่อนมาสตาร์กฟิลด์เยอะนะคะ”
    “แล้วเธอก็จะทำลายสุขภาพดีที่ได้มาทิ้งจนไม่เหลือ”
    ดูเหมือนจะไม่มีคำตอบให้กับคำประชดประชันนี้ ทั้งสองจึงนั่งกันต่อไปโดยไม่มีใครพูดอะไร แต่ละหลาที่เลื่อนแล่นไป สถานที่ซึ่งทั้งคู่เคยยืนด้วยกัน หัวเราะหรือนิ่งเงียบด้วยกัน ก็แล่นมาเกาะกุมหัวใจอีธานและหน่วงรั้งเขาไว้
    “ไม่มีญาติทางพ่อคนไหนที่พอจะช่วยเธอได้เลยหรือ”
    “ไม่มีใครที่ฉันจะบากหน้าไปหาได้”
    เขาเอ่ยเสียงเบาลง “เธอคงรู้ว่า ไม่มีอะไรที่ฉันจะไม่ทำให้เธอ ถ้าฉันทำได้”
    “ฉันรู้ค่ะ”
    “แต่ฉันทำไม่ได้”
    หล่อนนิ่ง แต่เขารู้สึกได้ถึงไหล่ที่สะท้านน้อยๆ อยู่ชิดไหล่เขา
    “แมตต์” เขาโพล่งออกมา “ถ้าฉันไปกับเธอได้ฉันจะไม่รีรอแม้แต่วินาทีเดียว”
    หล่อนหันมาหาเขา ดึงกระดาษแผ่นหนึ่งมาจากอก “อีธาน ฉันเจอนี่” หล่อนอึกอัก แม้ว่ามีเพียงแสงสลัวเขาก็เห็นว่าเป็นจดหมายที่เขาเขียนถึงภรรยาเมื่อคืนและลืมกำจัดทิ้ง ในห้วงแห่งความพิศวงนี้ กระแสความปลื้มใจแล่นพล่านรุนแรงขึ้นในกายเขา “แมตต์” เขาร้องขึ้น “ถ้าฉันทำได้ เธอจะยอมไปกับฉันไหม”
    “โธ่ อีธานคะ อีธาน มันจะมีประโยชน์อะไร” ทันใดนั้นหล่อนก็ฉีกจดหมายออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยและปล่อยให้ปลิวหายไปกลางหิมะ
    “บอกฉันมาสิ แมตต์ ตอบฉันมา” เขาวิงวอนหล่อน
    หล่อนเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นเบาๆ จนเขาต้องตะแคงหูฟัง “ฉันเคยคิดเรื่องนี้ค่ะ บางคืนในหน้าร้อน คืนที่แสงจันทร์สว่างจนฉันข่มตานอนไม่หลับ”
    หัวใจเขาบิดทุรนทุรายไปกับความอ่อนหวานของถ้อยคำนั้น “นานแค่ไหนแล้ว”
    หล่อนตอบทันที ราวกับวันเวลานั้นฝังอยู่ในความทรงจำของหล่อนมาเนิ่นนาน “ครั้งแรกคือวันที่เราไปสระเงา”
    “เพราะอย่างนั้นเธอถึงได้เอากาแฟมาให้ฉันก่อนคนอื่นหรือ”
    “ฉันไม่รู้หรอกค่ะ ฉันเอาไปให้คุณก่อนหรือ ฉันน้อยใจแทบตายตอนที่คุณไม่ยอมตกลงไปปิกนิกด้วยกัน แต่แล้วพอเห็นคุณเดินมาจากถนน ฉันก็คิดว่าบางทีคุณอาจจะจงใจกลับบ้านมาทางนั้น และฉันดีใจเป็นที่สุด”
    ทั้งสองเงียบงันกันไปอีกคราว ถึงตอนนี้ถนนแล่นไปทางคุ้งข้างๆ โรงสีของอีธาน และขณะที่เลื่อนแล่นไป ความมืดก็เคลื่อนลงมาด้วย ทอดตัวลงมาจากกิ่งก้านของต้นสนเฮมล็อคราวกับม่านสีดำ
    “ฉันเหมือนคนถูกมัดมือมัดเท้า แมตต์ ฉันทำอะไรไม่ได้เลย” เขาพูดขึ้นอีก
    “คุณต้องเขียนจดหมายไปหาฉันบ้างนะคะ อีธาน”
    “เขียนไปให้ได้อะไรขึ้นมาหรือ ฉันอยากจะสัมผัสร่างเธอ ฉันอยากจะทำงานเลี้ยงดูเธอ อยากจะอยู่ข้างเธอยามเธอป่วยไข้และยามเธอเหงา”
    “อย่าคิดอย่างนั้นซีคะ คุณต้องคิดว่าฉันจะไม่เป็นไร”
    “เธอไม่ต้องการฉันล่ะซี เธอจะพูดแบบนี้ ใช่ไหม เธอคงจะแต่งงานกับไอ้หนุ่มที่ไหนสักคน”
    “โธ่ อีธาน” หล่อนร้องขึ้น
    “ฉันบอกไม่ถูกว่าเธอทำให้ฉันรู้สึกยังไงบ้าง แมตต์ ฉันอยากให้เธอตายเสียดีกว่าจะทำอย่างนั้น”
    “ฉันก็อยากตายค่ะ อยากตายๆ เสียดีกว่า” หล่อนสะอื้น
    เสียงสะอื้นกระชากเขาออกมาจากความโกรธหน้ามืดตามัว และเขารู้สึกละอายใจ
    “เราอย่าพูดเรื่องนั้นกันเลย” เขากระซิบ
    “ทำไมถึงจะพูดไม่ได้ล่ะคะ ฉันอยากให้เป็นอย่างนั้นมาทั้งวัน”
    “แมตต์ หยุดพูด เลิกพูดแบบนั้นเสียที”
    “ไม่เคยมีใครใส่ใจฉันนอกจากคุณ”
    “อย่าพูดแบบนั้นด้วย เพราะฉันช่วยอะไรเธอไม่ได้สักอย่างเดียว”
    “ค่ะ แต่ถึงยังไงมันก็เป็นความจริงอยู่ดี”
    ทั้งสองไปถึงยอดเนินสกูล เฮาส์ ฮิลล์แล้ว และมองเห็นสตาร์กฟิลด์ทอดตัวอยู่เบื้องล่างกลางแสงโพล้เพล้ เลื่อนหิมะคันหนึ่งไต่ถนนมาจากหมู่บ้าน ผ่านคนทั้งสองไปพร้อมกับเสียงกระดิ่งแว่วกังวานเบิกบาน ทั้งสองยืดตัวขึ้นจ้องไปข้างหน้า พยายามฝืนปรับสีหน้า ไฟสองข้างถนนสายหลักเริ่มส่องสว่างมาจากหน้าบ้าน คนเดินเข้าประตูรั้วอยู่ตรงโน้นตรงนี้ อีธานลงแส้กระตุ้นม้าทีหนึ่งโดยไม่พูดไม่จา 
    เมื่อรถแล่นใกล้ถึงสุดเขตหมู่บ้าน เสียงร้องของเด็กๆ ก็ดังมาถึงหูคนทั้งสอง ต่อมาจึงเห็นเด็กผู้ชายกลุ่มหนึ่งซึ่งมีเลื่อนอยู่ด้านหลัง กระจายอยู่ทั่วลานกว้างหน้าโบสถ์
    “นี่คงเป็นการเล่นเลื่อนหิมะครั้งสุดท้ายของเจ้าหนูพวกนี้ในช่วงสองสามวัน” อีธานเอ่ยขึ้น เงยหน้าขึ้นมองฟ้าสีอ่อน
    แมตตีไม่ตอบอะไร เขาจึงกล่าวต่อ “เมื่อคืนเราน่าจะมาที่นี่”
    หล่อนยังคงนิ่งเงียบ ความคิดวูบหนึ่งที่อยากให้ทั้งสองผ่านพ้นช่วงเวลาสุดท้ายอันโศกเศร้าไปได้ เขาจึงพูดต่ออย่างลอยๆ “แปลกดีนะ เราไม่เคยมาถึงนี่ด้วยกัน นอกจากครั้งนั้นเมื่อหน้าหนาวปีที่แล้ว”
    “ฉันไม่ได้เข้ามาหมู่บ้านบ่อยๆ นี่คะ” หล่อนตอบ
    “จริงด้วย” เขาพูด
    ทั้งสองไปถึงปลายยอดของถนนคอร์บูรี และระหว่างตัวโบสถ์สีขาวระยิบระยับที่เห็นอยู่รางๆ กับม่านสีดำของต้นสนสปรูซหน้าบ้านวาร์นัม เนินที่ทอดยาวอยู่เบื้องล่างนั้นไม่มีเลื่อนหิมะให้เห็นเลย ความคิดชั่วแล่นทำให้อีธานพูดขึ้นว่า “เธออยากให้ฉันพาเล่นเลื่อนตอนนี้เลยไหม”
    หล่อนฝืนหัวเราะเบาๆ “มีเวลาที่ไหนกันคะ”
    “มีเวลาเหลือเท่าที่เราต้องการ มาเถอะ” ความปรารถนาอย่างเดียวของเขาในตอนนี้คือเลื่อนเวลาที่จะหักม้าไปยังแฟลตส์ออกไปให้เนิ่นนานที่สุด
    “แต่คนรับใช้” หล่อนอึกอัก “หล่อนรออยู่ที่สถานี”
    “ปล่อยให้รอไป ถ้าหล่อนไม่รอเธอเองก็ต้องรอ มาเถอะน่า”
    น้ำเสียงสั่งการนั้นดูจะทำให้หล่อนหมดข้อโต้แย้ง เมื่อเขากระโดดลงจากเลื่อน หล่อนจึงยอมจับมือเขาและก้าวตามลงมา ไม่วายท้วงอย่างลังเล “ไม่เห็นมีเลื่อนเลยนี่คะ”
    “มีสิ โน่นไง ใต้สนสปรูซนั่น” เขาโยนหนังหมีลงบนม้าที่ยืนรอเฉยอยู่ข้างถนนและปล่อยคอตกเหมือนเข้าฌาน จากนั้นเขาจับมือของแมตตีและจูงหล่อนไปยังเลื่อน
    หล่อนนั่งลงอย่างเชื่อฟัง แล้วเขาก็ลงไปนั่งข้างๆ ชิดเสียจนเส้นผมของหล่อนระอยู่บนใบหน้าเขา “พร้อมนะ แมตต์” เขาร้องดังราวกับยืนกันอยู่คนละฟากถนน
    หล่อนหันมาและพูด “มืดน่ากลัวจัง คุณมั่นใจนะคะว่ามองเห็นทาง”
    เขาหัวเราะอย่างลำพอง “ให้ฉันหลับตาก็ยังพาเลื่อนไปตรงทางได้เลย” หล่อนพลอยหัวเราะไปด้วย ราวกับชอบใจคำพูดอวดเก่งของเขา กระนั้นเขากลับนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง เพ่งสายตาไปตามเนินเหยียดยาว นี่เป็นช่วงเวลาน่าสับสนที่สุดของยามเย็น เป็นชั่วโมงซึ่งความสว่างใสวูบสุดท้ายจากฟ้าเบื้องบนผสานกลืนไปกับราตรี กลายเป็นฝ้ามัวซึ่งปิดบังจุดสังเกตและลวงตาไม่ให้เห็นระยะต่างๆ ตามความจริง
    “เอาล่ะนะ” เขาร้อง
    เลื่อนออกตัวด้วยการกระโดด แล้วแล่นโผไปท่ามกลางความมืด ค่อยนิ่มนวลขึ้นและเร็วขึ้นทีละน้อยๆ มองเห็นราตรีเวิ้งว้างอยู่เบื้องล่างและได้ยินเสียงลมคลอไปคล้ายเสียงออร์แกน แมตตีนั่งเกร็งตัวนิ่ง ทว่าเมื่อไปถึงหัวโค้งที่ตีนเนินซึ่งต้นเอลม์ใหญ่โผล่มาตรงโค้งหักศอก เขารู้สึกไปว่าหล่อนหดตัวมาชิดเขายิ่งขึ้น
    “ไม่ต้องกลัว แมตต์” เขาร้องอย่างเบิกบานขณะที่ทั้งสองแล่นเร็วจี๋ผ่านต้นเอลม์และลอยละลิ่วลงไปยังเนินลูกที่สอง จนเมื่อถึงพื้นเบื้องล่าง และเลื่อนลดความเร็วลงแล้ว เขาจึงได้ยินหล่อนหลุดเสียงหัวเราะเบาๆ อย่างสบายใจ
    ทั้งสองลุกจากเลื่อนและเริ่มเดินกลับขึ้นเนิน อีธานลากเลื่อนด้วยมือข้างหนึ่ง มืออีกข้างคล้องแขนแมตตีไว้
    “เธอกลัวฉันจะพาเลื่อนไปชนต้นเอลม์หรือเปล่า” เขาถามพลางหัวเราะร่วนราวเด็กหนุ่ม
    “ฉันบอกแล้วไงว่าอยู่กับคุณฉันไม่เคยกลัว” หล่อนตอบ
    อารมณ์เบิกบานประหลาดมักทำให้เขาอดคุยโอ้อวดไม่ได้ “แต่จะว่าไปตรงนี้เป็นจุดที่บังคับยากเอาการ เพียงแค่เลื่อนเฉนิดเดียว เราก็จะไม่ได้เดินกลับขึ้นเนินกันแบบนี้ แต่ฉันกะระยะได้แม่นยำเสมอ ไม่เคยพลาดสักครั้ง”
    หล่อนพึมพำ “ฉันพูดเสมอว่าคุณสายตาไว”
    ความเงียบงันย่างกรายมาพร้อมกับความมืดมิดไร้ดาว ทั้งสองเดินแนบชิดกันโดยไม่เอ่ยคำใด ทว่าแต่ละก้าวที่ปีนขึ้นเนิน อีธานบอกกับตัวเองในใจว่า ‘นี่เป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้เดินด้วยกัน’
    ทั้งสองเดินช้าๆ จนมาถึงยอดเนิน เมื่อเกือบถึงโบสถ์ เขาก้มหน้าลงไปใกล้ใบหน้าหล่อนแล้วถาม “เธอเหนื่อยหรือเปล่า” และหล่อนตอบพร้อมกับหายใจรัวเร็ว “ฉันสนุกมากค่ะ”
    เขาจูงแขนหล่อนเดินนำไปยังสนสปรูซนอร์เวย์ “เลื่อนนี่คงเป็นของเน็ด เฮล ยังไงก็ทิ้งไว้ที่เดิมแล้วกัน” เขาลากเลื่อนไปใกล้ประตูรั้วของวาร์นัมแล้วยืนพิงรั้ว เมื่อดันร่างออกมาเขาพลันรู้สึกถึงร่างของแมตตีที่เบียดชิดอยู่ภายใต้ร่มเงาสนสปรูซ
    “ตรงนี้หรือเปล่าคะที่เน็ดกับรูธจูบกัน” หล่อนกระซิบเสียงสั่นระริก แล้วยกแขนขึ้นโอบรอบคอเขา ริมฝีปากหล่อนควานหาริมฝีปากเขา พรมจูบไปทั่วใบหน้า เขากอดหล่อนไว้แน่นด้วยความรู้สึกคาดไม่ถึงที่พลุ่งขึ้นมา 
    “ลาก่อนค่ะ ลาก่อน” หล่อนพูดตะกุกตะกัก แล้วจูบเขาอีกครั้ง
    “แมตต์ ฉันยอมให้เธอไปไม่ได้” เขาร้องออกมาอย่างปวดร้าวเช่นเคย
    หล่อนผละออกจากอ้อมกอดเขา และเขาได้ยินเสียงสะอื้น “ฉันก็ไปจากคุณไม่ได้ค่ะ” หล่อนร้องเสียงแหลม
    “แมตต์ เราจะทำยังไง เราจะทำยังไงกันดี”
    ทั้งสองเกาะกุมมือกันไว้คล้ายเด็กน้อยสองคน ร่างของหล่อนสั่นเทิ้มจากแรงสะอื้นสุดตัว
    จากนั้นทั้งคู่ก็ได้ยินเสียงระฆังโบสถ์ดังฝ่าความมืดมา
    “อีธาน ได้เวลาแล้ว” หล่อนร้อง
    เขาดึงร่างหล่อนกลับมาหาตัว “เวลาสำหรับอะไร เธอคงไม่คิดว่าฉันจะแยกจากเธอไปตอนนี้นะ”
    “ถ้าตกรถไฟฉันไปอยู่ที่ไหนล่ะคะ”
    “แล้วถ้าทันรถไฟล่ะ เธอจะไปไหน”
    หล่อนยืนนิ่งเงียบ มือทั้งสองข้างเย็นเฉียบและนิ่มนวลอยู่ในมือเขา
    “ถ้าเราสองคนแยกจากกันโดยไม่มีอีกฝ่ายไปด้วยในตอนนี้ จะมีอะไรดีขึ้นมาหรือ” เขาพูดขึ้น
    หล่อนยังคงยืนไม่ไหวติง ราวกับไม่ได้ยินที่เขาพูด จากนั้นหล่อนก็ดึงมือออก สวมกอดรอบคอเขาอีกครั้งและแนบแก้มเปียกชุ่มกับใบหน้าของเขา “อีธาน อีธานคะ ฉันอยากให้คุณพาฉันลงไปอีกสักครั้ง”
    “ลงไปไหน”
    “นั่งเลื่อนไงคะ ตอนนี้เลย” หล่อนหอบหายใจ “เราจะได้ไม่ต้องขึ้นมาอีก”
    “แมตต์ นี่เธอคิดบ้าอะไรอยู่”
    หล่อนจ่อริมฝีปากข้างหูเขาและพูดว่า “พุ่งชนต้นเอลม์นั่นไงคะ คุณบอกว่าคุณทำได้นี่ เราจะได้ไม่ต้องแยกจากกันอีก”
    “เธอพูดอะไรของเธอ เป็นบ้าไปแล้วหรือ”
    “ฉันไม่บ้า แต่ฉันจะบ้าถ้าต้องจากคุณไป”
    “โธ่ แมตต์ แมตต์” เขาคร่ำครวญ
    หล่อนกระชับแขนที่โอบรอบคอเขาแน่นขึ้น ใบหน้าของหล่อนแนบชิดกับใบหน้าเขา
    “อีธานคะ ไปจากคุณแล้วฉันจะไปไหนได้อีก ฉันไม่รู้ว่าจะอยู่คนเดียวได้ยังไง เมื่อกี้คุณก็พูดเอง ไม่เคยมีใครดีกับฉันนอกจากคุณ แล้วยังจะมีผู้หญิงแปลกหน้าอยู่ในบ้าน หล่อนจะนอนบนเตียงของฉัน เตียงที่ฉันเคยนอนฟังเสียงคุณขึ้นเดินขึ้นบันไดตอนกลางคืน”
    ถ้อยคำของหล่อนเป็นดั่งเศษเสี้ยวหัวใจของเขาที่ฉีกขาดเป็นริ้ว พร้อมกันนั้นภาพที่น่าเกลียดชังก็ผุดขึ้นมา บ้านที่เขาจะต้องกลับไป บันไดที่เขาต้องเดินขึ้นทุกคืน ผู้หญิงคนที่จะรอเขาอยู่ที่นั่น และความอ่อนหวานของคำสารภาพจากปากแมตต์ ความรู้สึกพิศวงรุนแรงที่ว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาได้เกิดขึ้นกับหล่อนด้วยเช่นกัน ทั้งหมดนี้ยิ่งทำให้ภาพนั้นน่ารังเกียจขยะแขยงยิ่งกว่าเดิม และชีวิตอีกชีวิตในบ้านก็ยิ่งเลวร้ายจนเหลือที่จะกลับไปหาได้...
    คำอ้อนวอนของหล่อนยังคงแว่วเข้าหูเขาพร้อมกับเสียงสะอื้นเป็นพักๆ ทว่าเขาไม่ได้ยินอีกต่อไปแล้วว่าหล่อนพูดว่าอะไร หมวกของหล่อนหล่นไปด้านหลัง และเขากำลังลูบไล้ผมหล่อน เขาอยากซึมซาบความรู้สึกนี้เข้าไปในมือ มันจะได้นอนนิ่งหลับใหลอยู่ในนั้นดังเช่นเมล็ดพืชในฤดูหนาว เขาควานพบริมฝีปากหล่อนอีกครั้งหนึ่ง ปากซึ่งเป็นคล้ายสระน้ำท่ามกลางแสงแดดแผดร้อนในเดือนสิงหาคม ทว่าแก้มของเขาแนบอยู่กับแก้มของหล่อน แก้มนั้นเย็นเฉียบและชุ่มโชกด้วยน้ำตา เขามองเห็นถนนไปแฟลตส์อยู่เบื้องล่างท้องฟ้าค่ำคืนและได้ยินเสียงหวูดรถไฟดังแว่วมา
    ต้นสนสปรูซโอบล้อมทั้งสองไว้ในความมืดและความเงียบงัน ประดุจว่าอยู่ในโลงศพใต้พื้นดิน เขาบอกกับตัวเองในใจว่า ‘บางทีมันอาจจะเป็นความรู้สึกเหมือนตอนนี้’ และอีกครั้ง ‘หลังจากนี้ฉันจะไม่รู้สึกและไม่รับรู้อะไรอีก’
    ทันใดนั้นเขาได้ยินเสียงม้าสีข้าวเปลือกครางมาจากอีกฟากถนน และคิดว่า ‘มันคงสงสัยว่าทำไมป่านนี้ถึงยังไม่ได้กินมื้อเย็น’
    “ไปเถอะค่ะ” แมตตีกระซิบ กระตุกมือเขา
    อารมณ์รุนแรงภายใต้อาการนิ่งสงบของหล่อนทำให้เขาฉุดรั้งตัวเองไว้ หล่อนดูราวกับเครื่องกำหนดของชะตากรรม เขาดึงเลื่อนออกมา กะพริบตาคล้ายนกกลางคืนขณะที่เดินผ่านเงาของสนสปรูซไปยังลานโล่งที่สว่างกว่าส่วนอื่น เนินลาดเบื้องล่างไร้ผู้คน ทุกคนในสตาร์กฟิลด์กำลังกินอาหารค่ำ และไม่มีสักร่างที่เดินผ่านลานโล่งหน้าโบสถ์ ท้องฟ้าบวมพองด้วยหมู่เมฆลอยต่ำบ่งบอกว่าหิมะจะละลาย คล้ายก่อนจะเกิดพายุฤดูร้อน เขาเพ่งตาฝ่าความมืด ดูเหมือนนัยน์ตาทั้งสองข้างขาดความแหลมคม ไม่แม่นยำเช่นก่อน
    เขานั่งลงในเลื่อน และแมตตีนั่งลงข้างหน้าเขาทันที หมวกของหล่อนตกลงบนหิมะและริมฝีปากเขาแนบอยู่กับเรือนผมของหล่อน เขายืดขาออกไป กดส้นเท้ากับพื้นถนนกันไม่ให้เลื่อนไถลไปข้างหน้า และใช้สองมือจับศีรษะของหล่อนก้มลง จากนั้นเขาก็ผุดลุกขึ้นอีกครั้ง
    “ลุกขึ้น” เขาสั่ง
    เขาใช้น้ำเสียงเช่นนี้ทีไรหล่อนมักทำตามเสมอ ทว่าคราวนี้หล่อนคู้ตัวอยู่ในที่นั่ง พร่ำตอบซ้ำๆ “ไม่ ไม่ ไม่”
    “ลุกขึ้น”
    “ทำไมคะ”
    “ฉันอยากนั่งข้างหน้า”
    “ไม่ได้ค่ะ ถ้านั่งหน้าคุณจะบังคับเลื่อนได้ยังไง”
    “ฉันไม่ต้องบังคับ เราจะไปตามทาง”
    ทั้งสองพูดกันด้วยเสียงกระซิบ ราวกับว่าค่ำคืนกำลังเงี่ยฟังอยู่
    “ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้ ลุกขึ้น” เขาร้องสั่งหล่อน ทว่าหล่อนยังคงยืนกราน
    “ทำไมคุณถึงอยากจะนั่งหน้า”
    “เพราะ...เพราะฉันอยากให้เธอกอดฉันไว้” เขาอึกอักออกมา พลางดึงร่างหล่อนให้ยืนขึ้น
    ดูเหมือนหล่อนจะพอใจกับคำตอบนั้น หรือไม่ก็ไม่อาจทัดทานอำนาจในเสียงของเขาได้ เขาก้มตัวลง มือสัมผัสได้ถึงพื้นหิมะเรียบลื่นราวกับแก้วด้วยเลื่อนของคนที่มาเล่นก่อนหน้า และวางแคร่เลื่อนอย่างระมัดระวังระหว่างขอบสองข้าง หล่อนยืนรอขณะที่เขาลงนั่งขัดสมาธิทางตอนหน้าของเลื่อน จากนั้นนั่งลงข้างหลังเขาและกอดเอวเขาไว้ ลมหายใจของหล่อนรดต้นคอจนเขาสะท้านอีกครั้ง เขาเกือบจะลุกขึ้นจากที่นั่ง ทว่าเพียงวูบเดียวก็นึกถึงอีกทางเลือกที่เหลืออยู่ หล่อนพูดถูก แบบนี้ดีกว่าจะแยกจากกัน เขาเอนไปข้างหลังและโน้มใบหน้าหล่อนมาประทับจูบที่ริมฝีปาก
    ทันทีที่เลื่อนออกตัวเขาก็ได้ยินเสียงม้าครางมาอีกครั้ง และเสียงร้องเรียกละห้อยหา รวมทั้งภาพเลอะเลือนที่มาพร้อมกับเสียงนั้นแล่นไปพร้อมกับเขาลงไปยังถนนชั้นแรก ลงไปได้ครึ่งทางเลื่อนก็โผลงกะทันหัน แล้วจึงปีนขึ้น จากนั้นเป็นการแล่นลงยาวนานระทึกใจ ขณะที่แล่นรุดราวกับติดปีกนี้ เขารู้สึกคล้ายกำลังบินอยู่จริงๆ บินขึ้นสูงไปสู่ท้องฟ้าและหมู่เมฆ โดยมีสตาร์กฟิลด์อยู่เบื้องล่างห่างไกลเหลือคณา และกำลังตกห่างลงไปประหนึ่งฝุ่นผงในอวกาศ...ทันใดนั้นเอลม์ต้นใหญ่ก็กระโจนมาอยู่เบื้องหน้า ยืนนิ่งรอทั้งสองอยู่ที่หัวโค้งถนน เขาพูดลอดไรฟันว่า “เราต้องทำได้ ฉันรู้ว่าเราต้องทำได้...”
    ขณะที่บินเข้าหาต้นไม้ แมตตีกอดเอวเขาแน่นขึ้น จนเลือดในกายหล่อนแทบจะผสานกับเลือดของเขา ครั้งหรือสองครั้งเลื่อนเบี่ยงเฉไปข้างๆ เล็กน้อย เขาเอนตัวถ่วงน้ำหนักเพื่อให้มันมุ่งกลับไปหาต้นเอลม์ พูดย้ำกับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ฉันรู้ว่าเราต้องทำได้” คำพูดสั้นๆ ของหล่อนแล่นอยู่ในหัวและเต้นระบำอยู่ในอากาศเบื้องหน้าเขา ต้นเอลม์ใหญ่เห็นเป็นเงาตะคุ่มใหญ่ขึ้นและใกล้เข้ามาทุกขณะ และขณะที่แล่นไปใกล้จะถึงเขาก็คิดว่า ‘มันรอเราอยู่แล้ว ดูเหมือนมันจะรู้’ ทว่าทันใดนั้น ใบหน้าของภรรยาพร้อมกับริ้วรอยน่าสยดสยองก็ทะลึ่งตัวขึ้นกั้นกางระหว่างเขากับเป้าหมาย เขาหักหลบตามสัญชาตญาณ เลื่อนจึงเฉออก แต่เขาบังคับมันกลับมาอีกครั้งให้ตรงไปข้างหน้า และพุ่งไปยังเงาสีดำที่ยื่นง้ำออกมา ชั่วขณะสุดท้ายอากาศพุ่งผ่านเขาไปราวกับลวดหนามที่ร้อนแรงดั่งไฟนับล้านเส้น จากนั้นก็ถึงต้นเอลม์...
    ท้องฟ้ายังคงมีเมฆปกคลุมหนา แต่เมื่อเงยหน้ามอง เขาเห็นดาวเพียงดวงเดียว และพยายามนึกอย่างรางเลือนว่ามันคือดาวจิ้งจอกฟ้า หรือ...หรือ...เขาคิดเสียจนอ่อนแรง แล้วก็หลับตาที่หนักอึ้งลง คิดว่าจะงีบสักหน่อย...ความเงียบสงบช่างล้ำลึกจนเขาได้ยินเสียงสัตว์ตัวจิ๋วส่งเสียงจิ๊กๆ อยู่ใต้หิมะใกล้ๆ มันทำเสียงตกใจเหมือนหนูนา เขานึกพิศวงอย่างเฉื่อยเนือยว่ามันบาดเจ็บอยู่หรือเปล่านะ จากนั้นเขาจึงเข้าใจว่ามันคงกำลังเจ็บปวด ความเจ็บปวดแสนสาหัสจนดูเหมือนร่างกายเขารับรู้ความปวดเสียดแทงนั้นได้อย่างน่าประหลาด เขาพยายามจะพลิกตัวไปทางต้นเสียงทว่าไร้ผล และยืดแขนซ้ายออกไปยังพื้นหิมะ คราวนี้เขาไม่ได้ยินเสียงจี๊ดๆ ทว่ากลับรู้สึกถึงมันได้ ดูเหมือนมันจะอยู่ใต้ฝ่ามือเขาซึ่งวางอยู่บนอะไรบางที่นุ่มหยุ่น เขาทนไม่ได้กับความคิดที่ว่ามีสัตว์บาดเจ็บอยู่ใกล้ๆ จึงรวบรวมเรี่ยวแรงเพื่อยกตัวขึ้น แต่ทำไม่ได้ เพราะหินหรือวัตถุขนาดใหญ่ทับร่างเขาอยู่ แต่เขายังใช้มือซ้ายคลำไปรอบๆ อย่างระมัดระวัง พลางคิดว่าอาจเจอเจ้าสัตว์ตัวจ้อยนั้นและช่วยมันได้ ทันใดนั้นเขาตระหนักว่าสิ่งนุ่มๆ ที่เขาแตะได้คือผมของแมตตี และมือข้างหนึ่งของเขาวางอยู่บนใบหน้าหล่อน
    เขายันตัวทุลักทุเลขึ้นในท่าคุกเข่า น้ำหนักที่ทับตัวเขาอยู่เคลื่อนไหวไปพร้อมกับเขาด้วย เขาใช้มือข้างหนึ่งคลำไปบนใบหน้าหล่อนจนทั่ว และรู้สึกว่าเสียงจี๊ดๆ นั้นมาจากปากหล่อนนี่เอง...
    เขาแนบหน้าลงชิดกับใบหน้าหล่อน จ่อหูที่ปาก ในความมืดนั้นเขาเห็นหล่อนลืมตาอยู่และได้ยินหล่อนเอ่ยชื่อเขา
    “แมตต์ ฉันนึกว่าเราจะทำสำเร็จ” เขาร้องออกมาโหยหวน แล้วเมื่อได้ยินเสียงครางของม้าดังมาไกลๆ จากบนเนิน เขาก็คิดว่า ‘ฉันควรจะให้มันกินอาหารเสียที’


    ***

เสียงบ่นกระปอดกระแปดเงียบลงขณะที่ข้าพเจ้าเข้าไปในครัวของโฟรม ในบรรดาผู้หญิงสองคนที่นั่งอยู่ในห้อง ข้าพเจ้าบอกไม่ได้ว่าใครเป็นเจ้าของเสียงนั้น
    หนึ่งในนั้นฉุดร่างสูงผ่ายผอมของตนขึ้นจากเก้าอี้เมื่อเห็นข้าพเจ้าเข้าไป ท่าทางไม่คล้ายเป็นอาการต้อนรับ เพราะเธอเหลือบมองข้าพเจ้าแวบเดียวเท่านั้น เธอคงลุกไปเตรียมอาหารซึ่งต้องเนิ่นช้าเพราะโฟรมไม่ยอมกลับมามากกว่า ผ้าฝ้ายพิมพ์ดอกรุ่มร่ามห้อยจากบ่าของเธอ ผมสีเทาบนศีรษะของเธอก็บางจนเหลือน้อย และผมปอยหนึ่งถูกเกี่ยวไปด้านหลังหน้าผากที่ร่นสูง และใช้หวีหักอันหนึ่งเสียบไว้ เธอมีดวงตาสีซีดแลดูทึบทึม นัยน์ตาคู่นี้ไม่เปิดเผยสิ่งใดและไม่สะท้อนภาพใด และริมฝีปากบางเฉียบซีดเซียวเป็นสีเดียวกับสีของใบหน้า
    ผู้หญิงอีกคนหนึ่งร่างเล็กและบางกว่ามาก หล่อนนั่งห่อตัวอยู่ที่เก้าอี้เท้าแขนใกล้เตาไฟ ตอนที่ข้าพเจ้าเข้าไปหล่อนหันศีรษะมาทางข้าพเจ้าอย่างรวดเร็ว โดยที่ร่างกายส่วนอื่นไม่ได้ขยับใดๆ ทั้งสิ้น ผมของหล่อนเป็นสีเทาเช่นเดียวกับหญิงอีกคน ใบหน้าไร้สีเลือดและเหี่ยวย่น ทว่าเป็นสีเหลืองอำพัน มีเงาคล้ำซึ่งขับจมูกให้แหลมเด่นชัดและยุบลงไปตรงขมับทั้งสองด้าน แขนขาภายใต้ชุดหลวมไร้รูปทรงนั้นไม่ขยับเขยื้อน และนัยน์ตาสีเข้มของหล่อนคมปลาบสุกใสดั่งนัยน์ตาแม่มดซึ่งบางครั้งอาจเกิดจากโรคเกี่ยวกับกระดูกสันหลัง
    แม้จะเทียบกับบ้านหลังอื่นในแถบนี้ ห้องครัวที่เห็นยังนับว่าซอมซ่อเต็มทน นอกจากเก้าอี้ของผู้หญิงนัยน์ตาสีเข้ม ซึ่งดูเหมือนจะเป็นซากอันสกปรกมอมแมมของความหรูหราที่ซื้อมาในงานประมูลตามชนบท เครื่องเรือนชิ้นอื่นๆล้วนประกอบขึ้นหยาบๆ จานกระเบื้องเนื้อหยาบสามใบ และเหยือกนมปากบิ่นวางอยู่บนโต๊ะมันย่องซึ่งมีรอยมีดขูดขีดหลายรอย เก้าอี้บุหญ้าอีกสองตัว กับตู้ครัวทำด้วยไม้สนไม่ทาสีตั้งพิงผนังปูนอย่างโกโรโกโส
    “ให้ตายเถอะ ในนี้หนาวเป็นบ้า ไฟคงจวนมอดแล้วมั้ง” โฟรมพูดขึ้น เหลือบตามองไปรอบห้องอย่างขอโทษขอโพยขณะที่เดินตามข้าพเจ้าเข้ามา
    หญิงร่างสูงซึ่งเดินแยกไปทางตู้ไม่ใส่ใจคำพูดของเขา แต่หญิงอีกคนบนเก้าอี้นวมตอบมาอย่างอ่อนอกอ่อนใจ เสียงของหล่อนแหลมสูง “ก็เพิ่งจุดไฟเมื่อตะกี้นี้เอง ซีนานอนหลับเพลินเพิ่งมาตื่นเอาเมื่อกี้ ฉันนึกว่าจะแข็งตายเสียแล้วกว่าจะปลุกเธอขึ้นมาจุดไฟได้”
    ข้าพเจ้ารู้แล้วว่าหล่อนนี่เองเป็นเจ้าของเสียงพร่ำบ่นตอนที่เราเข้าบ้าน
    หญิงอีกคนเพิ่งกลับมาที่โต๊ะพร้อมกับพายเนื้อบดเย็นเหลือจากมื้อก่อนในจานพายสารรูปยับเยิน เธอวางสัมภาระอันไม่ชวนกินลงบนโต๊ะโดยไม่แสดงทีท่าได้ยินข้อตำหนิเมื่อครู่
    โฟรมยืนรีรออยู่เบื้องหน้าขณะที่เธอเดินเข้ามา จากนั้นเขาก็หันมามองข้าพเจ้าและพูดว่า “นี่ภรรยาผม ซีนา โฟรม” เขาเว้นระยะครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปทางร่างบนเก้าอี้เท้าแขนและกล่าวต่อ “และนี่ แมตตี ซิลเวอร์...”
           

                                                       ***

    คุณนายเฮลผู้มีใจเมตตากรุณานึกภาพว่าข้าพเจ้าสูญหายไปในแฟลตส์และถูกฝังอยู่ใต้กองหิมะเสียแล้ว หล่อนจึงดีใจยกใหญ่เมื่อเห็นข้าพเจ้ากลับไปในเช้าวันรุ่งขึ้น จนข้าพเจ้าคิดว่าการเสี่ยงอันตรายครั้งนี้ได้ทำให้หล่อนชื่นชอบข้าพเจ้าขึ้นอีกหลายขั้นทีเดียว
    ทั้งคุณนายเฮลและคุณนายวาร์นัมประหลาดใจใหญ่หลวงเมื่อรู้ว่า เลื่อนม้าชราของอีธาน โฟรมนำข้าพเจ้าเดินทางไปและกลับจากชุมทางรถไฟคอร์บูรีท่ามกลางพายุหิมะรุนแรงที่สุดของฤดูหนาวปีนั้น และยิ่งแปลกใจเป็นเท่าทวีเมื่อรู้ว่าโฟรมให้ข้าพเจ้าค้างในบ้านเมื่อคืนนี้
    ภายใต้เสียงอุทานอย่างฉงนสนเท่ห์ของหญิงทั้งสอง ข้าพเจ้ารู้สึกได้ถึงความอยากรู้ว่าข้าพเจ้าคิดอย่างไรกับการพักค้างคืนในบ้านของโฟรม จึงตัดสินใจว่า ทางดีที่สุดที่จะให้หญิงทั้งสองคายข้อมูลออกมา คือปล่อยให้พวกหล่อนลองพยายามเจาะข้อมูลข้าพเจ้าก่อน ดังนั้นข้าพเจ้าจึงเล่าด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเพียงว่า เจ้าของบ้านดูแลข้าพเจ้าอย่างดีที่สุด และเล่าว่าโฟรมจัดหาที่นอนให้ในห้องชั้นล่าง ซึ่งในสมัยที่ผาสุกกว่านี้ดูเหมือนจะเคยใช้เป็นห้องเขียนหนังสือหรือห้องสมุด
    “ฉันว่านะ” คุณนายเฮลรำพึงขึ้น “พายุหนักขนาดนั้น เขาคงต้องจำใจให้คุณค้างด้วย ฉันว่าอีธานคงจะทำใจลำบากไม่น้อย คุณเป็นคนแปลกหน้าเพียงคนเดียวกระมังที่เคยเหยียบเข้าในบ้านหลังนั้นตลอดยี่สิบปีมานี้ เขาหยิ่งเสียจนไม่ยอมให้เพื่อนเก่าเพื่อนแก่ไปที่บ้านเชียวนะ ฉันก็ไม่รู้ว่ามีใครเคยไปบ้าง นอกจากฉันกับคุณหมอ...”
    “คุณยังไปบ้านนั้นอยู่หรือครับ” ข้าพเจ้าถามขึ้น
    “ฉันไปบ่อยเชียวล่ะหลังจากอุบัติเหตุ ตอนที่ฉันอยู่กับสามีใหม่ๆ แต่ต่อมาฉันได้คิดว่า ยิ่งเจอเราเขาก็ยิ่งรู้สึกลำบากใจ หลังจากนั้นมีเรื่องโน้นเรื่องนี้เข้ามา ปัญหาของฉันเองก็แยะ...แต่ส่วนใหญ่ฉันจะนั่งรถไปเยี่ยมช่วงปีใหม่นะ อีกทีก็ตอนหน้าร้อน แต่ต้องเลือกวันที่อีธานออกไปข้างนอก แค่เห็นผู้หญิงสองคนนั่งจับเจ่าอยู่ในบ้านก็น่าอนาถพอแล้ว แต่สีหน้าอีธาน เวลาเขามองไปรอบๆ บ้านที่ว่างเปล่านั่นน่ะสิ ฉันทนดูไม่ไหวจริงๆ คุณรู้ไหม ฉันยังจำได้เลยนะ สมัยที่แม่เขายังอยู่ ก่อนเรื่องยุ่งๆทั้งหลายน่ะ”
    ถึงตอนนี้คุณนายวาร์นัมผู้ชราไปนอนแล้ว ข้าพเจ้ากับคุณนายเฮลนั่งกันตามลำพังหลังกินอาหารค่ำ ในห้องนั่งเล่นเรียบง่ายประดับแผงคอม้าซึ่งแยกออกมาเป็นสัดส่วนจากตัวบ้าน คุณนายเฮลเหลือบมองข้าพเจ้าอย่างไม่แน่ใจ ราวกับอยากดูว่าการหยั่งความคิดข้าพเจ้าได้ผลอย่างไรบ้าง และข้าพเจ้าเดาว่า ที่หล่อนเก็บปากเก็บคำมาถึงตอนนี้ก็เพราะกำลังรออยู่ รอมาตลอดหลายปีมานี้ว่าจะมีใครสักคนไหมเห็นในสิ่งที่หล่อนได้เห็นเพียงคนเดียว
    ข้าพเจ้ารอให้ความเชื่อมั่นในตัวข้าพเจ้าทวีขึ้นในใจหล่อน ก่อนจะพูดขึ้นว่า “ใช่ครับ ภาพทั้งสามคนอยู่พร้อมหน้ากันไม่น่าดูเอาเสียเลย”
    หล่อนขมวดคิ้วบางเข้าด้วยกันด้วยอาการปวดร้าวใจ “น่าสยดสยองตั้งแต่แรกเห็นแล้วล่ะค่ะ ฉันอยู่ในบ้านนี้ด้วยตอนที่สองคนนั้นถูกพามา เขาวางแมตตีไว้ในห้องที่คุณอยู่ เธอกับฉันสนิทกันมากนะคะ และเธอกำลังจะเป็นเพื่อนเจ้าสาวของฉันในฤดูใบไม้ผลิปีนั้น...พอเธอฟื้นฉันก็ขึ้นไปดูเธอข้างบน และอยู่กับเธอทั้งคืน หมอเอายาให้เธอกินเพื่อให้เธอสงบ เธอแทบไม่รู้สึกตัวจนมาเช้าวันที่สามโน่นแน่ะค่ะ จู่ๆ เธอก็ตื่นขึ้นเหมือนเป็นคนเดิม ตากลมโตของเธอจ้องเขม็งมาที่ฉัน แล้วพูดว่า...ตายแล้ว ฉันไม่รู้ว่านี่ฉันเล่าให้คุณฟังทำไม” คุณนายเฮลโพล่งออกมาและร้องไห้
    หล่อนถอดแว่นตาออก เช็ดน้ำตาจากแว่น แล้วสวมกลับตามเดิมด้วยมือสั่นนิดๆ “วันรุ่งขึ้นเราถึงได้รู้เรื่องกัน” หล่อนเล่าต่อ “ซีนา โฟรมให้แมตตีรีบออกจากบ้านไปวันนั้นเพราะนัดให้คนรับใช้คนใหม่มา และทุกคนไม่มีใครบอกได้ว่าทำไมแมตตีกับอีธานถึงได้ไปเล่นเลื่อนกันคืนนั้น ทั้งที่ควรจะเดินทางไปขึ้นรถไฟที่แฟลตส์...ฉันเองก็ไม่รู้ว่าซีนาคิดอะไร จนเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่รู้ ไม่มีใครรู้ความคิดของซีนาหรอก ยังไงก็ตาม พอรู้เรื่องอุบัติเหตุซีนารุดมาที่นี่ทันที และอยู่กับอีธานที่บ้านบาทหลวง ทันทีที่หมออนุญาตให้เคลื่อนย้ายแมตตีได้ ซีนาก็ให้คนมารับเธอกลับไปที่บ้านไร่”
    “แมตตีอยู่ที่นั่นมาตั้งแต่ตอนนั้นหรือครับ”
    คุณนายเฮลตอบเพียงว่า “เธอไม่มีที่ไหนให้ไปอีกแล้ว” ข้าพเจ้าสะท้อนใจเมื่อนึกถึงความรู้สึกจำยอมของหญิงสาวผู้น่าเวทนา
    “ใช่ค่ะ เธออยู่ที่บ้านนั้นมาจนถึงตอนนี้” คุณนายเฮลเล่าต่อ “ซีนาดูแลเธอ และดูแลอีธานอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เป็นเรื่องมหัศจรรย์นะคะ เพราะใครๆ ก็รู้ว่าซีนาป่วยกระเสาะกระแสะมาตลอด แต่ดูเหมือนหล่อนจะแข็งแรงขึ้นเมื่อความจำเป็นบังคับ หล่อนยังไม่ได้หยุดรักษาตัวเองเสียทีเดียว และยังไม่หายดีสักที แต่หล่อนเข้มแข็งพอที่จะดูแลสองคนนั้นมาได้ตลอดยี่สิบปี ก่อนอุบัติเหตุคราวนั้นน่ะ หล่อนคิดว่าไม่มีปัญญาดูแลกระทั่งตัวเองด้วยซ้ำนะคะ”
    คุณนายเฮลเว้นระยะ ข้าพเจ้าไม่พูดอะไร เพราะกำลังจมอยู่กับภาพที่เกิดขึ้นเมื่อได้ฟังถ้อยคำบอกเล่านั้น “ช่างเป็นเรื่องร้ายกาจสำหรับพวกเขาทั้งสามคน”
    “ใช่ค่ะ เหลือทนทีเดียวล่ะ และสามคนนั่นก็ไม่ใช่จะเข้ากับใครได้ง่ายๆ อยู่แล้ว ก่อนหน้าอุบัติเหตุ แมตตีเป็นคนอ่อนหวานที่สุดเท่าที่ฉันเคยรู้จักมาเชียวนะคะ แต่เธอทุกข์ทรมานมามากเหลือเกิน ฉันพูดแบบนี้เสมอเวลาใครพูดว่าเธออารมณ์ร้ายขนาดไหน และซีนา เมื่อก่อนซีนาอารมณ์บูดบึ้งตลอดเวลา แต่เดี๋ยวนี้หล่อนอดทนดูแลแมตตีอย่างน่าสรรเสริญ ฉันเห็นกับตาตัวเองมาแล้ว มีบางครั้งสองคนนี้มีปากเสียงกันบ้าง ส่วนอีธาน เห็นหน้าเขาทีไรฉันอยากจะร้องไห้ มองดูหน้าเขาแล้ว ฉันว่าเขานั่นแหละทุกข์ทรมานที่สุด คงไม่ใช่ซีนา เพราะหล่อนไม่มีเวลา...ยังไงก็น่าเวทนาอยู่ดี” คุณนายเฮลหยุดพูด ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง “สามคนนั้นต้องเก็บตัวอยู่แต่ในห้องครัว หน้าร้อนวันไหนอากาศดี สองคนนั้นจะพาแมตตีไปอยู่ห้องนั่งเล่น หรือออกไปนั่งในสวนหน้าประตู คงจะสบายใจขึ้นหน่อย แต่พอหน้าหนาวก็มีปัญหาเรื่องไฟ ในบ้านนั้นไม่มีเงินเหลือเฟือให้สุรุ่ยสุร่ายเสียด้วย”
    คุณนายเฮลถอนหายใจยาว ราวกับได้ปลดภาระเนิ่นนานออกจากความทรงจำเสียที และไม่มีอะไรจะพูดอีกแล้ว แต่แล้วจู่ๆ หล่อนก็ถูกจู่โจมด้วยแรงกระตุ้นที่สั่งให้เล่าทุกอย่างโดยหมดเปลือก
    หล่อนถอดแว่นตาออกอีกครั้ง โน้มตัวมาทางข้าพเจ้าซึ่งนั่งอยู่อีกฟากของโต๊ะร้อยลูกปัด แล้วเริ่มเล่าต่อเบาๆ “มีอยู่วัน ราวสัปดาห์หนึ่งได้หลังจากอุบัติเหตุ ทุกคนคิดว่าแมตตีคงไม่รอด ฉันเองคิดว่าการที่เธอรอดมาได้น่ะแย่ยิ่งกว่าเสียอีก ครั้งหนึ่งฉันเคยพูดต่อหน้าบาทหลวงด้วย ท่านตกตะลึงไปเลย ก็เช้าวันที่แมตตีฟื้น ท่านไม่ได้อยู่ในห้องนั้นกับฉันด้วยนี่นา ฉันยังพูดอีกนะว่า ถ้าเธอตาย อีธานอาจจะรอดก็ได้ ก็ดูเอาสิ ที่ทั้งสามคนมีชีวิตอยู่ทุกวันนี้ในบ้านไร่น่ะ ไม่ได้ต่างกันเลยกับครอบครัวโฟรมที่นอนอยู่ในหลุมฝังศพ เว้นแต่ข้างล่างนั้นทุกคนจะเงียบกันหมด และพวกผู้หญิงก็ต้องสงบปากสงบคำเอาไว้”

รัชยา เรืองศรี แปล
           


           





7142  
 
 
 
 
 
 
 
All site contents copyright 2004 by Wanakam Dot Com